เควิน วอร์ช เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 ที่ทำเนียบขาวเมื่อ 22 พ.ค. โดยการเปลี่ยนผู้นำครั้งนี้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อ “วิธีสื่อสารนโยบาย” ของเฟด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำจุดยืนต้องการให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ขณะที่วอร์ชวางวาระที่เน้นการ “ปฏิรูปเฟด” ได้แก่ ลดการยึดติดกับแนวคิดเศรษฐกิจที่มองข้อมูลในอดีตเป็นหลัก (การใช้ข้อมูลย้อนหลังมากไป), เดินหน้าตามพันธกิจ 2 ด้านคือกดเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโต และลดขนาดงบดุลของเฟด (การถือครองพันธบัตรและสินทรัพย์ทางการเงินของเฟด)
วอร์ชมีแนวโน้มลดการใช้ “แนวทางชี้นำล่วงหน้า” (forward guidance: การส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้าให้ตลาดคาดการณ์ได้) โดยเฉพาะการลดบทบาท “ดอตพลอต” (dot plot: แผนภาพจุดที่สะท้อนมุมมองของกรรมการเฟดต่อระดับดอกเบี้ยในอนาคต) และการแถลงข่าวที่ตลาดตีความละเอียดทุกถ้อยคำ เขาอาจถึงขั้นไม่เผยแพร่ “คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย” ในรายงานสรุปประมาณการเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections: ชุดคาดการณ์ของเฟดเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย) ในเดือนมิ.ย. ซึ่งจะทำให้ตลาดมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC: คณะตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน) ผูกมัดกับเส้นทางนโยบายล่วงหน้าน้อยลง การประชุม FOMC ครั้งแรกของเขาในฐานะประธานกำหนดวันที่ 17 มิ.ย. แต่อาจถูกทดสอบเร็วกว่านั้น หากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE วันพฤหัสฯ ออกมาสูงเกินคาด (hot: สูงและเร่งแรงกว่าที่ตลาดประเมิน) เสี่ยงเกิดแรงเสียดทานกับตลาดและเพื่อนร่วมเฟด และเพิ่มความกำกวมต่อการวางตำแหน่งลงทุนในดอลลาร์สหรัฐ
ยุคแห่งความไม่แน่นอนและการส่งสัญญาณล่วงหน้าที่ลดลง
เรามองว่า การที่วอร์ชขึ้นเป็นประธานเฟด จะเปิด “ยุคใหม่ของความไม่แน่นอน” เริ่มจากพิธีสาบานตนเมื่อ 22 พ.ค. แผนลดการใช้แนวทางชี้นำล่วงหน้า โดยเฉพาะดอตพลอต ทำให้ตลาดขาดเครื่องมือสำคัญที่เคยใช้ประเมินการขยับนโยบาย นั่นหมายถึงช่วงต่อจากนี้ ตลาดต้องรับมือความชัดเจนจากเฟดที่น้อยลงในระยะใกล้
ขณะนี้ตลาดจับตาข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE: มาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยวัดจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค) ในวันพฤหัสฯ โดยคาดการณ์ “Core PCE” (เงินเฟ้อพื้นฐาน: ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) อยู่ราว 2.7% เมื่อเทียบรายปี หากตัวเลขออกมาสูง เช่น 3.0% หรือมากกว่า การไม่มีแผนที่นำทางจากเฟดที่ชัดเจนอาจทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น สภาพแวดล้อมนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความผันผวนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อดัชนี MOVE (ดัชนีวัดความผันผวนคาดการณ์ของตลาดพันธบัตรสหรัฐ) ปรับขึ้นเหนือ 100 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา บ่งชี้ความกังวลของผู้ค้าเพิ่มขึ้น
กลยุทธ์ตลาดและผลต่อความผันผวน
สำหรับเรา นี่เป็นสัญญาณว่าควรขยับไปสู่กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จาก “ความผันผวนของราคา” มากกว่าการเดิมพันทิศทาง เรามองว่าการถือสถานะ “ซื้อความผันผวน” (long volatility: กลยุทธ์ที่ได้กำไรเมื่อราคาหรืออัตราดอกเบี้ยแกว่งแรง) ผ่านออปชันบนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย และคู่เงินดอลลาร์หลัก เป็นแนวทางที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือสแตรงเกิล (strangle: ซื้อออปชันซื้อและขายที่ราคาใช้สิทธิต่างกัน) ช่วยให้มีกำไรได้ไม่ว่าดอกเบี้ยจะพุ่งขึ้นหรือลงแรง โดยอาศัยความไม่แน่นอนเป็นตัวสร้างผลตอบแทน
ความกำกวมนโยบายนี้ทำให้นึกถึงยุค “Fed-speak” ในสมัยอลัน กรีนสแปน ซึ่งตลาดต้องใช้แรงมากในการถอดรหัสถ้อยคำที่ตีความยาก เมื่อใกล้การประชุม FOMC วันที่ 17 มิ.ย. เราคาดว่าจะเกิดช่วงคาดเดาหนักขึ้น โดยข้อมูลเศรษฐกิจทุกชุดและคำพูดของเจ้าหน้าที่ทุกประโยคถูกวิเคราะห์เกินเหตุ เกมคาดเดานี้มีแนวโน้มทำให้ “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน หรือที่ตลาดคาดไว้ล่วงหน้า) อยู่ในระดับสูงทั้งตลาดอัตราดอกเบี้ยและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX: ตลาดเงินตราต่างประเทศ)