ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เปิดตลาดวันจันทร์ด้วย “ช่องว่างราคา” (gap lower คือราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิดวันก่อน) โดยอ่อนค่าจากราว 99.30 ซึ่งเป็นกรอบล่างของสัปดาห์ก่อน ลงมาที่ 99.00 การอ่อนค่ามาจากความคาดหวังว่าอาจมีข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ–อิหร่าน และอาจกลับมาเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz เส้นทางเดินเรือสำคัญขนส่งน้ำมัน) ทำให้ความต้องการถือดอลลาร์ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven คือสินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง) ลดลง แม้ราคายังทรงตัวเหนือจุดสูงเดิมก่อนหน้า คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ว่าใกล้บรรลุข้อตกลงกับเตหะราน หนุนให้ตลาดรับความเสี่ยงมากขึ้น (risk-on คือกล้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) แต่เขาย้ำว่าไม่ควร “รีบทำข้อตกลง” และสหรัฐจะยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลง ขณะที่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่ามี “ข้อเสนอที่ค่อนข้างชัดเจน” เพื่อเปิดฮอร์มุซ และจะใช้การทูตก่อนทางเลือกอื่น
ตลาดสหรัฐปิดทำการวันจันทร์จากวันหยุด Memorial Day ทำให้ไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยตลาดหันไปจับตา “ดัชนีราคา PCE” (Personal Consumption Expenditures Price Index คือดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ซึ่งเฟดใช้วัดเงินเฟ้อ) ในวันพฤหัสบดี ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังทนทาน และเมื่อรวมกับราคาที่เพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้ตลาดจับตาทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มากขึ้น การคาดการณ์ของตลาดเปลี่ยนไป โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group (ตัวชี้วัดจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อัปเดตตามราคาในตลาด) สะท้อนโอกาส “มากกว่า 50%” ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ซึ่งอาจจำกัดการอ่อนค่าต่อของดอลลาร์
พัฒนาการภูมิรัฐศาสตร์และการไหลของน้ำมันกระทบมุมมองต่อดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงช่วงต้นสัปดาห์ ตอบรับการกลับมาเจรจาทางการทูตระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน ความหวังนี้ช่วยลดความกังวลต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกผ่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบอ่อนลงเล็กน้อยมาแถวกลาง 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลดแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ถ้อยแถลงเชิงบวกจากกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับ “กรอบความร่วมมือที่สร้างสรรค์” หนุนบรรยากาศรับความเสี่ยงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ยังต้องระวังเพราะความพยายามทางการทูตลักษณะเดียวกันในปี 2024 และ 2025 เคยสะดุด ทำให้มุมมองตลาดอาจกลับทิศได้เร็ว ความไม่แน่นอนนี้บ่งชี้ว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์อาจเป็นเพียงชั่วคราว
ข้อมูล PCE และมุมมองดอกเบี้ยของเฟดที่เปลี่ยนไป
ในประเทศ ข้อมูล PCE เดือนเมษายนเป็นประเด็นสำคัญ โดย “PCE พื้นฐาน” (core PCE คือ PCE ที่ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) ล่าสุดของเดือนมีนาคมยังค้างอยู่ที่ 2.8% สูงกว่าเป้าหมายของเฟด หากตัวเลขออกมาร้อนแรง (สูงกว่าคาด) จะเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลาง เงินเฟ้อที่ยังสูงทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดอาจเข้มงวดมากขึ้น (hawkish คือมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคุมเงินเฟ้อเข้ม)
FedWatch ของ CME สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนัก “เกือบ 40%” ต่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2026 การปรับคาดการณ์ไปทางเข้มงวดนี้เป็นแรงพยุงดอลลาร์ ชี้ว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนระยะสั้น แต่แนวโน้มนโยบายการเงินน่าจะจำกัดการปรับลงลึก