EUR/USD เปิดสัปดาห์ด้วย “ช่องว่างราคา” (gap คือราคากระโดดขึ้นเปิดตลาดสูงกว่าราคาปิดก่อนหน้า) ในฝั่งขาขึ้น หลังความหวังต่อความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ–อิหร่านกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven คือสินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง) อ่อนค่าลง คู่เงินขยับกลับเข้าหาโซนกลาง 1.1600 ในเอเชีย ฟื้นจากจุดต่ำ 1.1575 เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับอ่อนสุดนับตั้งแต่ 7 เม.ย. อย่างไรก็ดี ภาพรวมยังระมัดระวัง เพราะตลาดคาดว่าเฟดจะคุมเข้มนโยบายการเงิน (hawkish คือมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คงดอกเบี้ยสูงนาน) ซึ่งอาจจำกัดการอ่อนค่าต่อของดอลลาร์
เชิงเทคนิค คู่เงินยังยืนเหนือระดับ “ฟีโบนัชชีรีเทรซเมนต์” 23.6% (Fibonacci retracement คือเส้นวัดระดับย่อ/เด้งของราคา) ของช่วงปรับลง เม.ย.–พ.ค. ตัวชี้วัดโมเมนตัมยังเป็นบวก โดย RSI (ดัชนีแรงซื้อแรงขาย) อยู่แถว 58 และ MACD (ตัวชี้วัดแนวโน้มจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) เป็นบวกเล็กน้อย หนุนโอกาสบวกต่อระหว่างวัน แนวต้านอยู่ที่ระดับ 38.2% แถว 1.1675–1.1680 ตามด้วย 1.1710 ซึ่ง “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย” 200 ช่วงเวลา (SMA คือค่าเฉลี่ยราคา) บนกราฟ 4 ชั่วโมงมาบรรจบกับระดับย่อกลับ 50% หากผ่านได้ จะเปิดทางไป 1.1740 ที่ 61.8% ต่อด้วย 1.1785 ที่ 78.6% และอาจถึง 1.1842 แนวรับอยู่ที่ 1.1638 และ 1.1574 หากหลุด 1.1574 จะทำให้ภาพขาลงกลับมาเด่นอีกครั้ง
Short-Term Opportunities and Geopolitical Influence
จากการเกิด gap ขาขึ้นของ EUR/USD ต้นสัปดาห์ มุมมองคือมีโอกาสระยะสั้นจากความหวังด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมา โดยโอกาสเกิดดีลสหรัฐ–อิหร่านกดดันดอลลาร์และดันคู่เงินกลับสู่โซนกลาง 1.1600 อย่างไรก็ตาม อารมณ์ตลาดอาจเปลี่ยนเร็ว จึงควรเทรดแบบระมัดระวัง
ปัจจัยหลักคือเฟดที่ยังมีโทนเข้มงวดสวนทางกับความรู้สึกตลาด โดยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI คือมาตรวัดเงินเฟ้อ) ล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation คือเงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงาน) ยังสูงที่ 3.1% ทำให้ตลาดยังประเมินโอกาส “ขึ้นดอกเบี้ย” อีกครั้งภายในสิ้นไตรมาส 3 แรงกดดันพื้นฐานนี้น่าจะจำกัดการอ่อนค่าของดอลลาร์ และจำกัดการขึ้นของยูโรในช่วงถัดไป
Trading Strategies and Outlook for EUR/USD
สำหรับผู้ที่ต้องการเล่นตามแรงขึ้นระยะสั้น กลยุทธ์ที่ใช้ได้คือซื้อ “ออปชันคอล” อายุสั้น (call option คือสิทธิในการซื้อที่ราคากำหนด; อายุสั้นคือหมดอายุใกล้) โดยเล็งออปชันรายสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price คือราคาที่กำหนดในการซื้อ/ขายตามสัญญา) ใกล้ระดับ 1.1710 ซึ่งเป็นจุดเทคนิคสำคัญ วิธีนี้ช่วยเก็บโอกาสเด้งเร็ว พร้อมจำกัดความเสี่ยงสูงสุดไว้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม โซน 1.1710–1.1740 ถูกมองเป็น “เพดาน” สำคัญของการรีบาวด์ หากราคาเข้าใกล้ อาจพิจารณาถือสถานะฝั่งลง เช่นขาย “คอลสเปรด” (call spread คือกลยุทธ์ออปชันที่ขายคอลและซื้อคอลอีกตัวเพื่อลดความเสี่ยง) เพื่อทำกำไรหากราคาถูกกดกลับ กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังหนุนดอลลาร์แข็งกว่าในระยะกลาง
หากแรงบวกระยะสั้นล้มเหลวและราคาหลุดระดับ 1.1600 จะเป็นสัญญาณลบต่อเนื่อง ความต่างระหว่างท่าทีเฟดกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเงินเฟ้อ HICP ยูโรโซน (HICP คือดัชนีราคาผู้บริโภคแบบมาตรฐานยุโรป) ลดลงเหลือ 2.4% เดือนที่แล้ว สนับสนุนมุมมองขาลงระยะยาว หากหลุดฐาน 1.1574 อาจหันไปซื้อ “ออปชันพุต” (put option คือสิทธิในการขายที่ราคากำหนด) ที่หมดอายุปลายมิ.ย.หรือก.ค.
ภาวะปัจจุบันชี้ว่าความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะข่าวภูมิรัฐศาสตร์ชนกับข้อมูลเศรษฐกิจ โดยดัชนีความผันผวนของค่าเงินยูโรของ Cboe (EVZ คือดัชนีชี้ความผันผวนที่ตลาดคาด) ปรับขึ้นเป็น 8.5 สะท้อนความไม่แน่นอน ผู้เทรดควรเตรียมรับการแกว่งแรงได้ทั้งสองทาง และบริหารสถานะให้เหมาะสม