ดัชนี PMI รวม (Composite PMI) ของสหรัฐฯ แบบ “แฟลช” (flash: ตัวเลขเบื้องต้นที่ประกาศเร็ว ก่อนฉบับสุดท้าย) เดือนพฤษภาคมจาก S&P Global อยู่ที่ 51.7 เท่ากับเดือนเมษายนที่ 51.7 โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing output: ปริมาณผลผลิต/การผลิตจริงในภาคโรงงาน) เพิ่มเป็น 55.3 จาก 54.5 สูงกว่าคาดการณ์ 54 ขณะที่ PMI ภาคบริการ (Services PMI) ลดลงเล็กน้อยเป็น 50.9 จาก 51.0
S&P Global ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวในเดือนพฤษภาคม แต่ช้าลงจากช่วงต้นปี พร้อมเสริมว่าการขยายตัวของภาคบริการอ่อนแรง และมีแนวโน้มเป็นไตรมาสที่อ่อนที่สุดนับจากปลายปี 2023 เนื่องจากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังจากลดลงเล็กน้อยในเดือนเมษายน
การผลิตภาคอุตสาหกรรมเร่งตัว
ผลผลิตภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี S&P Global เชื่อมโยงส่วนหนึ่งของคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นกับการที่ลูกค้า “เร่งกักตุนสต็อก” เพื่อความปลอดภัย (precautionary stock building: สะสมสินค้าคงคลังไว้ก่อนเผื่อความเสี่ยง)
ก่อนประกาศตัวเลข ตลาดคาดว่า PMI ภาคบริการอยู่ที่ 51 ผลผลิตภาคการผลิตอยู่ที่ 54 และ PMI รวมอยู่ที่ 51.7 โดย PMI (Purchasing Managers’ Index: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ วัดทิศทางกิจกรรมธุรกิจจากแบบสำรวจผู้บริหาร) หากตัวเลขตั้งแต่ 50 ขึ้นไปหมายถึง “ขยายตัว” และต่ำกว่า 50 หมายถึง “หดตัว”
ตัวเลข “แฟลช” เดิมมีกำหนดประกาศเวลา 13:45 GMT ส่วนตัวเลขฉบับสุดท้ายจะออกตามมาราว 2 สัปดาห์หลังจากนั้น เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ซื้อขายมากที่สุด คิดเป็นมากกว่า 88% ของมูลค่าการซื้อขายตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลก (FX turnover: มูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดเงินตราต่างประเทศ) หรือราว 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน (ปี 2022)
เมื่อย้อนดูข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2025 จะเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างภาคการผลิตที่แข็งแกร่งกับภาคบริการที่อ่อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed) ตอบสนองเงินเฟ้อที่ร้อนแรงด้วยการขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งตลอดครึ่งหลังของปีนั้น ปัจจุบันในเดือนพฤษภาคม 2026 ภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมากจากรอบ “คุมเข้มนโยบายการเงิน” (tightening cycle: ช่วงขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) ดังกล่าว
นัยต่อการลงทุนสำหรับนักเทรด
ภาคการผลิตที่แข็งแกร่งในปี 2025 ซึ่งเร่งขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 4 ปี ได้ชะลอลงมากแล้ว ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้การลงทุนลดลง และข้อมูล PMI ภาคการผลิตล่าสุดแกว่งแถว 50.2 สะท้อนการขยายตัวเพียงเล็กน้อย นักเทรดควรพิจารณาใช้กลยุทธ์ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคากำหนด) เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม
ภาคบริการที่อ่อนแรงอยู่แล้วในปีก่อน ยังส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (initial jobless claims: จำนวนคนยื่นขอรับเงินช่วยเหลือว่างงานรายสัปดาห์) ล่าสุดเพิ่มเป็น 231,000 สูงสุดในรอบหลายเดือน ย้ำว่าตลาดแรงงานที่ตึงตัวในปี 2025 กำลังผ่อนลง ข้อมูลนี้เพิ่มโอกาสที่เฟดจะ “ผ่อนคลายท่าที” (dovish pivot: หันไปให้ความสำคัญกับการกระตุ้น/ลดดอกเบี้ยมากขึ้น) ทำให้การถือสถานะ “ลอง” (long positions: เปิดสถานะคาดว่าราคาจะขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย) น่าสนใจขึ้น
แม้การขึ้นดอกเบี้ยปี 2025 จะช่วยกดเงินเฟ้อลงจากจุดสูงสุด แต่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ดัชนีวัดระดับราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภค) ล่าสุดที่ 3.4% สะท้อนว่าความคืบหน้าชะงัก ขณะนี้เศรษฐกิจโตช้าลง แต่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้เฟดตัดสินใจยาก และอธิบายได้ว่าดัชนี VIX (ตัวชี้วัดความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักถูกมองเป็น “ดัชนีความกลัว”) ปรับขึ้นเหนือ 15 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ดอลลาร์สหรัฐที่เคยแข็งค่ามากในปี 2025 จากความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย เริ่มเผชิญแรงกดดัน เมื่อ ตลาดเริ่ม “ตีราคา” (prices in: สะท้อนคาดการณ์ลงในราคาแล้ว) โอกาสลดดอกเบี้ยปลายปีนี้ “ส่วนต่างผลตอบแทน” ของดอลลาร์ (yield advantage: ได้เปรียบด้านดอกเบี้ย/ผลตอบแทนเมื่อถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์) ลดลง นักเทรดอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้ซื้อขายตราสารที่อ้างอิงสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ควรติดตามคู่เงิน EUR/USD ซึ่งฟื้นจากระดับต่ำ 1.15 ของปีก่อน และอาจมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หากสัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแรงชัดเจนขึ้น