ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการถือพันธบัตรรัฐบาล) ปรับสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นราว 40 จุดฐาน (bps: จุดฐาน = 0.01%) จากระดับต่ำของเดือนก่อน เพราะตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง หลังเกิดแรงกระแทกราคาพลังงาน (energy price shock: ราคาพลังงานพุ่ง/ผันผวนรุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจ)
รายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (Federal Open Market Committee หรือ FOMC) ชี้ว่าเฟดมีแนวโน้มค่อย ๆ เข้มงวดนโยบายการเงินมากขึ้น (tighter policy: ลดการผ่อนคลาย/มุ่งคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) และระบุว่าเฟดอาจยกเลิก “แนวโน้มผ่อนคลาย” (easing bias: ท่าทีที่พร้อมผ่อนคลายนโยบาย เช่น ลดดอกเบี้ยหรืออัดฉีดสภาพคล่อง) ได้เร็วตั้งแต่การประชุมเดือนมิถุนายน
รายงานประชุมเฟดและการคาดการณ์ของตลาด
กรรมการส่วนใหญ่ระบุว่า พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังอยู่เหนือ 2.0% อย่างต่อเนื่อง (inflation: อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ) อย่างไรก็ดี แบบคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟดในรายงานประชุมประเมินว่า เงินเฟ้อจะลดลงกลับมา “ใกล้ 2.0%” ในปีหน้า ภายใต้กรณีฐาน (base case: ฉากทัศน์หลักที่มองว่าเป็นไปได้มากที่สุด)
ดังนั้น รายงานประชุมจึงยังไม่รองรับเต็มที่ต่อการตีราคาของตลาดที่คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้ง ขณะเดียวกัน การแข็งค่าของดอลลาร์ยังถูกจำกัดจากบรรยากาศรับความเสี่ยงที่ดีขึ้น (risk appetite: นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Nvidia และความคาดหวังต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI: เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์ “เรียนรู้/คิด” จากข้อมูล)
บทความระบุว่าใช้เครื่องมือ AI ช่วยจัดทำและมีบรรณาธิการตรวจทาน และระบุแหล่งที่มาว่าเป็นทีม FXStreet Insights Team ซึ่งรวบรวมข้อมูลตลาดและเพิ่มบทวิเคราะห์จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอก
มุมมองต่อเงินดอลลาร์
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ดอลลาร์มีแนวโน้มถูกดึงด้วยสองแรงที่สวนทางกัน ได้แก่ เงินเฟ้อที่ยัง “เหนียว” (sticky inflation: เงินเฟ้อไม่ยอมลดลงง่าย) ซึ่งหนุนดอกเบี้ยให้อยู่สูง เทียบกับตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งซึ่งลดเสน่ห์ของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven asset: สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อกังวลความเสี่ยง) ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่า คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD อาจเคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound: ขึ้นลงในช่วงจำกัด ไม่เกิดเทรนด์ชัด)
อย่างไรก็ดี ควรจับตาการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินเฟ้อและการจ้างงาน เพราะเฟดเน้นตัดสินใจตามข้อมูล (data-dependent: ปรับนโยบายตามตัวเลขเศรษฐกิจ) หากตัวเลขออกมาผิดคาด อาจทำให้ความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งขึ้นลงของราคา) พุ่งในระยะสั้นและทำให้หลุดกรอบได้