ข้อมูลของสถาบัน International Aluminium Institute ระบุว่า ผลผลิตอะลูมิเนียมปฐมภูมิของโลกเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือ 197.4 กิโลตัน ในเดือนเมษายน โดยผลผลิตรวมทั้งเดือนลดลง 5.3% เมื่อเทียบรายเดือน และลดลง 2% เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ 5.92 ล้านตัน
ผลผลิตอะลูมิเนียมของจีนลดลง 3% เมื่อเทียบรายเดือน มาอยู่ที่ 3.7 ล้านตัน ในเดือนเมษายน ขณะที่ผลผลิตตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (Year-to-date: ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี) อยู่ที่ 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี
ภูมิภาคอ่าวอาหรับ (Gulf) มีการปรับลดมากที่สุด โดยผลผลิตลดลง 29% เมื่อเทียบรายเดือน และลดลง 34.6% เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ 330 กิโลตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2013
การลดลงดังกล่าวเชื่อมโยงกับการปรับลดกำลังการผลิตในภูมิภาคอ่าวอาหรับจากความขัดแย้งอิหร่าน โดยอุปทานอะลูมินา (alumina: วัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตอะลูมิเนียม) ถูกเปลี่ยนเส้นทางออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบและประคองการผลิตของจีนในระยะสั้น
ข้อมูลเดือนเมษายนสะท้อน “ช็อกด้านอุปทาน” (supply shock: อุปทานหายไปอย่างฉับพลัน) ต่อ ตลาดอะลูมิเนียมโลก โดยมีสาเหตุหลักจากการลดกำลังผลิตในภูมิภาคอ่าวอาหรับจากเหตุความขัดแย้ง การดิ่งลงของผลผลิตครั้งนี้ซึ่งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 ทำให้ราคามีแนวโน้มถูกผลักให้สูงขึ้นในช่วงถัดไป
กระแส “ขาขึ้น” (bullish: มุมมองว่าราคามีโอกาสขึ้น) เริ่มสะท้อนในตลาดแล้ว โดยราคาอะลูมิเนียมใน LME (London Metal Exchange: ตลาดซื้อขายโลหะลอนดอน) ไต่ขึ้นเข้าใกล้ 2,700 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถยืนได้ต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปี การปรับขึ้นนี้ได้แรงหนุนจาก “สต็อกในคลังตลาด” (exchange inventories: ปริมาณโลหะที่เก็บในคลังที่ขึ้นทะเบียนกับตลาด) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี โดยสต็อกในคลังที่ขึ้นทะเบียนกับ LME ลดต่ำกว่า 450,000 ตันมากแล้ว สต็อกที่ต่ำทำให้ตลาดมี “กันชน” น้อย หากเกิดการสะดุดของอุปทานเพิ่มอีก
จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่าราคาจะผันผวนต่อเนื่อง ทำให้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขายในราคาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) น่าสนใจมากขึ้น การซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิซื้อเพื่อหวังราคาขึ้น) บนสัญญา LME หรือ COMEX (Commodity Exchange: ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในสหรัฐ) เป็นทางเลือกเพื่อทำกำไรจากราคาขึ้น พร้อมจำกัดความเสี่ยงขาลงหากสถานการณ์อุปทานดีขึ้นกะทันหัน อย่างไรก็ดี ความผันผวนที่สูงทำให้ “พรีเมียมออปชัน” (option premium: ค่าเบี้ย/ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) แพงขึ้น
สถานการณ์นี้คล้ายกับปฏิกิริยาตลาดในปี 2018 เมื่อมีการคว่ำบาตรผู้ผลิตรายใหญ่ของรัสเซีย ทำให้ราคาพุ่งมากกว่า 30% ภายในไม่กี่วัน แม้เงื่อนไขจะแตกต่าง แต่สะท้อนว่าตลาดสามารถปรับราคาเพื่อรับ “ช็อกฝั่งอุปทาน” ได้รวดเร็ว
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามจีนซึ่งการผลิตยังค่อนข้างทรงตัว โดยโรงถลุงของจีน (smelters: โรงงานที่ถลุงแร่/วัตถุดิบให้เป็นโลหะ) รับอะลูมินาที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางจากตะวันออกกลาง ซึ่งอาจช่วยลดความขาดแคลนทั่วโลกและจำกัดจุดสูงสุดของราคา สิ่งนี้อาจเปิดโอกาสทำ “สเปรดเทรด” (spread trades: เทรดส่วนต่างราคา ระหว่างตลาด/สัญญา) เช่น คาดว่า “พรีเมียม” (premium: ส่วนเพิ่มของราคา) ของสัญญาอะลูมิเนียมฝั่งตะวันตกจะเพิ่มเร็วกว่าในตลาด SHFE (Shanghai Futures Exchange: ตลาดสัญญาล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้)