หุ้นละตินอเมริกา (Latin American equities) มีเงินทุนไหลเข้า (inflows) แข็งแกร่ง เชื่อมโยงกับเงื่อนไขการค้า (terms of trade: อัตราแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างราคาสินค้าส่งออกกับสินค้านำเข้า หากดีขึ้นหมายถึงขายของได้แพงขึ้นเมื่อเทียบกับของที่ต้องนำเข้า) ที่ดีขึ้น และค่าเงินท้องถิ่นที่ยังแข็งแกร่ง (resilient local currencies: ค่าเงินไม่อ่อนมากและแกว่งตัวทนต่อแรงกดดัน) ภูมิภาคนี้ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานที่ทนทานขึ้น (supply resilience: ความสามารถในการผลิต/ขนส่งไม่สะดุด) และอุปสงค์ (demand: ความต้องการซื้อ) ที่เพิ่มขึ้นต่อสินค้าส่งออกวัตถุดิบ (raw material exports: สินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ เช่น โลหะ น้ำมัน สินค้าเกษตร) รวมถึงการได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ค่าเงินละตินอเมริกายังคงทรงตัวได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของความขัดแย้ง กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นยังต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นมักเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rates: อัตราดอกเบี้ยนโยบายหักเงินเฟ้อ ถ้าสูงขึ้นมักกดดันมูลค่าหุ้น)
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น และภาวะการเงินตึงตัว (tighter financial conditions: การกู้ยากขึ้น ดอกเบี้ยสูง สภาพคล่องลดลง) อาจกดดันภาคธุรกิจและครัวเรือนในระยะใกล้ หากกระทบกำไร (earnings: ผลกำไรของบริษัทที่รายงานงบการเงิน) ผลตอบแทนหุ้นอาจอ่อนลง และความต้องการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (currency hedging: การกันความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน) อาจเพิ่มขึ้น
เราพบว่าเงินทุนไหลเข้าหุ้นละตินอเมริกายังแรง เพราะสินค้าส่งออกวัตถุดิบและค่าเงินที่แข็งแกร่งดึงดูดนักลงทุน ตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ B3 ของบราซิลบันทึกเงินลงทุนต่างชาติ (foreign investment: เงินจากนักลงทุนต่างประเทศ) มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 เพิ่มขึ้นชัดเจนจากปีก่อน แรงหนุนมาจากเงื่อนไขการค้าที่ดีขึ้น โดยเฉพาะราคาทองแดงที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งผลดีต่อประเทศผู้ส่งออกอย่างชิลีและเปรู
อย่างไรก็ดี ต้องระวังว่าผลตอบแทนหุ้นมีความสัมพันธ์ผกผันกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ธนาคารกลางหลายประเทศในภูมิภาคยังคงนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อคุมเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยเซลิก (Selic: อัตราดอกเบี้ยนโยบายของบราซิล) คงที่ที่ 10.5% ในการประชุมล่าสุด อัตราดอกเบี้ยสูงย่อมเพิ่มภาระการเงินของบริษัทและครัวเรือน
แรงกดดันเริ่มเห็นชัดจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ของบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายแห่งในละตินอเมริกา ซึ่งระบุว่าต้นทุนการชำระหนี้ (debt servicing costs: ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการผ่อนหนี้) ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกดดันกำไร สะท้อนว่าภาวะการเงินตึงตัวเริ่มฉุดผลประกอบการ หากแนวโน้มนี้ต่อเนื่อง คาดว่าผลตอบแทนหุ้นจะอ่อนลง
ในมุมมองตลาดเงิน หากหุ้นอ่อนลง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทำประกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้นเพื่อปกป้องผลตอบแทน คาดว่าความต้องการตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น ใช้เก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง) เพื่อกันความเสี่ยงค่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่าจะเพิ่มขึ้น เช่น ออปชันคอล USD/BRL และ USD/MXN (call options: สิทธิในการซื้อเงินดอลลาร์ที่อัตราที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงเมื่อคาดว่าเงินท้องถิ่นอ่อนค่า)
ในอดีตเคยเกิดลักษณะคล้ายกันช่วงต้นปี 2025 เมื่อหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นแรง แต่ถูกตัดจบเมื่อผลกระทบของดอกเบี้ยสูงต่อกำไรบริษัทเริ่มชัดเจน สภาพแวดล้อมปัจจุบันจึงคล้ายเดิม และบ่งชี้ว่าควรปรับพอร์ตเผื่อความเชื่อมั่นที่อาจเปลี่ยนไป ดังนั้น ผู้ค้าอาจพิจารณาซื้อความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) ระยะยาวที่ต้นทุนต่ำในคู่เงินเหล่านี้