Mastercard Inc (NYSE: MA) อยู่ในช่วงปรับฐานรายสัปดาห์ โดยวิเคราะห์จากโครงสร้าง Elliott Wave (ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต: การแบ่งการเคลื่อนไหวราคาเป็น “คลื่น” ขาขึ้น/ขาลงตามพฤติกรรมฝูงชน) และเป้าหมายของรอบปัจจุบัน
ราคาหุ้นปรับขึ้นเป็นรูปแบบ 5 คลื่นจากจุดต่ำปี 2022 ที่ 277.79 โดยคลื่น I (คลื่นขาขึ้นช่วงแรก) ไปทำจุดสูงสุดที่ 582 จากนั้นเริ่มการปรับฐานแบบ “แฟลต” 3 คลื่น (flat correction: รูปแบบปรับฐานที่มักแกว่งออกด้านข้างเป็นหลัก) โดยคลื่น ((A)) (ช่วงย่อลงแรก) จบที่ 465 และคลื่น ((B)) (ช่วงเด้งกลับ) ขึ้นไปถึง 601
คลื่น ((C)) (ช่วงย่อลงลำดับถัดไปในรอบปรับฐาน) ยังดำเนินอยู่ และราคาเข้าสู่ “โซนขาเท่ากัน” (equal-legs zone: ช่วงราคาที่วัดจากความยาวการย่อ/แกว่งของขาแรก แล้วคาดว่าขาถัดไปอาจย่อได้ใกล้เคียงกัน) ระหว่าง 511–463 ดอลลาร์ โซนนี้ถูกมองเป็นพื้นที่ที่คลื่น II (คลื่นปรับฐานก่อนรอบขาขึ้นใหม่) อาจจบ ก่อนจะกลับขึ้นในคลื่น III (คลื่นขาขึ้นรอบถัดไปที่มักแรง) ไปทำจุดสูงสุดใหม่
จากมุมมองของเรา Mastercard อยู่ในช่วงย่อรายสัปดาห์ซึ่งมองเป็นจังหวะสะสม โดยหุ้นกำลังเข้าใกล้แนวรับสำคัญระหว่าง 511–463 ดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของการปรับฐานรอบนี้ที่เริ่มหลังทำจุดสูงสุดปลายปีที่แล้ว
ภาพทางเทคนิคนี้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแรง โดยข้อมูลยอดขายปลีกเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 0.8% สะท้อนการใช้จ่ายผู้บริโภคยังดี นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ของ Mastercard ที่รายงานเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า “มูลค่าธุรกรรมรวมเป็นดอลลาร์” (gross dollar volume: มูลค่ารวมของการใช้จ่าย/ธุรกรรมที่วิ่งผ่านระบบ ไม่ใช่กำไร) เพิ่มขึ้น 12% เทียบปีก่อน บ่งชี้ว่าการย่อตัวของราคาหุ้นเป็นการพักฐานมากกว่าสะท้อนธุรกิจอ่อนแรง
สำหรับนักลงทุนสายอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือที่มูลค่าขึ้นกับราคาหุ้น เช่น ออปชัน) เมื่อราคาค่อยๆ อ่อนลงเข้าสู่กรอบ 511–463 ดอลลาร์ กลยุทธ์ที่รอบคอบคือขายพุตที่อยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money put: พุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน โอกาสถูกใช้สิทธิน้อยกว่า) หรือทำ “พุตเครดิตสเปรด” (put credit spread: ขายพุตหนึ่งสัญญาและซื้อพุตอีกสัญญาที่ต่ำกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง พร้อมรับรายรับสุทธิ) วิธีนี้ช่วยรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเงินที่ได้รับ/จ่ายจากการซื้อขายออปชัน) ระหว่างรอการกลับตัวขึ้นตามคาด การย่อลงล่าสุดทำให้ “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนในราคาออปชัน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากจุดต่ำของปี ทำให้พรีเมียมของพุตน่าสนใจขึ้น
เมื่อเห็นพฤติกรรมราคาเริ่มยืนยันว่าทำฐานในโซนเป้าหมายแล้ว แผนควรเปลี่ยนไปเน้นฝั่งขาขึ้นมากขึ้น เช่น ซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิซื้อหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ) หรือทำ “คอลเดบิตสเปรด” (call debit spread: ซื้อคอลและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนแต่จำกัดกำไร) โดยเลือกอายุสัญญา 3–6 เดือน เพื่อเกาะรอบขึ้นใหญ่ถัดไป ซึ่งคาดว่าจะพาหุ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล
พฤติกรรมราคาครั้งนี้คล้ายรูปแบบพักฐานของ Mastercard ในครึ่งหลังปี 2025 ซึ่งเป็นการย่อไม่ลึกและใช้เวลาจนทำให้นักลงทุนรอคอย ก่อนจะมีรอบขึ้นแรงอีกครั้ง เราเชื่อว่าโครงสร้างคล้ายกันกำลังก่อตัว และเป็นการปูทางสู่ขาขึ้นหลักรอบถัดไป