AUD/USD มีแรงซื้อกลับหลังอ่อนลงไปแถว 0.7085 ในวันพุธ ฟื้นจากระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ 14 เม.ย. ซึ่งทำไว้เมื่อวันก่อนหน้า โดยคู่เงินขยับขึ้นมาที่ราว 0.7115 ในช่วงเช้าตลาดยุโรป แต่การปรับขึ้นยังจำกัดจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นประเด็นหลัก จากความไม่แน่นอนเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน โดยมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน” (แผนพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์) และ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (เส้นทางเดินเรือสำคัญลำเลียงน้ำมันโลก) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐอาจโจมตีอิหร่านอีก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ส่งผลให้ตลาดระมัดระวังความเสี่ยงมากขึ้น และหนุนค่าเงินดอลลาร์
ดอลลาร์แข็ง กดการฟื้นตัวของออสซี
ตลาดยังประเมินความเสี่ยงที่ราคาพลังงานซึ่งสูงขึ้นจากสงครามอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงิน “เข้มงวด” มากขึ้น (ขึ้นดอกเบี้ย/คงดอกเบี้ยสูง) ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่ใช้ดูความคาดหวังของตลาดต่อดอกเบี้ยเฟดจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ชี้ว่าเทรดเดอร์ตีโอกาสมากกว่า 50% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในปี 2026 (1 basis point = 0.01%) ซึ่งช่วยพยุง “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (US Treasury yields—ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร) ให้อยู่ระดับสูง และหนุนเงินดอลลาร์
นักลงทุนรอ “รายงานการประชุม FOMC Minutes” (บันทึกรายละเอียดการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด) ที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธนี้ การปิดสถานะขายระยะสั้น (short-covering—ซื้อกลับเพื่อปิดการขายชอร์ต) และการปรับพอร์ต (repositioning) ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ออสเตรเลียบางส่วน แต่สัญญาณตั้งฐานยังไม่ชัด หากไม่มีแรงซื้อที่ต่อเนื่องมากพอ
เงินดอลลาร์ยังแข็ง ทำให้สกุลเงินอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียฟื้นตัวได้ยาก ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index: DXY—ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) เคลื่อนไหวแข็งแกร่งแถว 104.50 สะท้อนความต้องการถือดอลลาร์ในวงกว้าง ภาวะนี้บ่งชี้ว่าแรงขึ้นของ AUD/USD มีโอกาสเป็นเพียงช่วงสั้น
ปัจจัยหนุนดอลลาร์มาจากจุดยืนของเฟดในการคุมเงินเฟ้อ โดย “อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด” (Fed Funds Rate—ดอกเบี้ยอ้างอิงหลักของสหรัฐ) ทรงตัวในกรอบ 5.25%-5.50% มานานกว่าหนึ่งปี ทำให้ตลาดลดโอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ จากมุมมองที่ผ่านมาในปี 2025 ตลาดเคยกังวลเพียง “ขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง” ก็ทำให้ผันผวน แต่ปัจจุบันเป็นภาพ “ดอกเบี้ยสูงนาน” อย่างชัดเจน
ทิศทางนโยบายต่างกัน ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้าง
ความแตกต่างของนโยบายการเงิน (policy divergence—ทิศทางดอกเบี้ยของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน) กดดันค่าเงินออสเตรเลียโดยตรง เพราะ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (interest rate differential—ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการถือเงินดอลลาร์สหรัฐให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยมากกว่า เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia: RBA—ธนาคารกลางออสเตรเลีย) อยู่ที่ 4.35% ต่ำกว่าเฟดราว 1% ส่งแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐ
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุนดอลลาร์ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven—สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อเสี่ยงสูง) ความกังวลของตลาดสะท้อนผ่านดัชนีความผันผวน CBOE (VIX—ตัวชี้วัดความผันผวนที่คำนวณจากราคาตัวเลือกของ S&P 500) ซึ่งล่าสุดเคลื่อนไหวแถว 13 บ่งชี้ว่าผู้ลงทุนยังระมัดระวังในระดับหนึ่ง
สำหรับผู้ซื้อขาย “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives—สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น) กลยุทธ์ที่อาจเหมาะคือซื้อ “คอลออปชัน” บน USD (call option—สิทธิในการซื้อที่ราคา/ช่วงเวลาที่กำหนด) หรือซื้อ “พุตออปชัน” บน AUD/USD (put option—สิทธิในการขาย) เพื่อเปิดโอกาสรับประโยชน์หากดอลลาร์แข็งต่อ ขณะเดียวกันจำกัดความเสี่ยงขาลง หากเกิดการกลับทิศอย่างรวดเร็ว
ในระยะถัดไป ข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายของเฟด หากเห็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อยัง “เหนียว” (sticky—ลดลงยาก) และอยู่เหนือ 3% จะยิ่งหนุนมุมมองดอลลาร์แข็ง ดังนั้นต้องติดตามรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI—ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภค) ฉบับถัดไปอย่างใกล้ชิดเพื่อหาทิศทางใหม่