EUR/USD ปรับลงเข้าใกล้ 1.1600 ในวันอังคาร ลดลง 0.48% หลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่สูงขึ้น และความกังวลเงินเฟ้อ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) เพิ่มขึ้น 0.35% สู่ 99.30
พาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์ยังผันผวน หลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระงับแผนโจมตีอิหร่านตามคำร้องของพันธมิตรในอ่าวอาหรับ ต่อมาทรัมป์ระบุว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านอีก ขณะเดียวกันก็กล่าวว่าเตหะรานต้องการทำข้อตกลง
ปัจจัยขับเคลื่อนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบาย
รองประธานาธิบดีสหรัฐ เจ.ดี. แวนซ์ กล่าวว่า สหรัฐและอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจา และทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต้องการกลับไปสู่การสู้รบ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยิ่งเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ตลาดให้น้ำหนักโอกาส 50% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในสิ้นปี อ้างอิงจาก CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่คำนวณความน่าจะเป็นของการปรับดอกเบี้ยจากราคาฟิวเจอร์ส) และข้อมูล Prime Terminal ขณะนี้ตลาดจับตารายงานการประชุมเฟด (Fed meeting minutes: เอกสารสรุปรายละเอียดการประชุม) ในวันพุธ เพื่อหาสัญญาณทิศทางนโยบาย
ฝั่งยูโรโซน ประเด็นหลักคือถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) โดย Kocher ระบุว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ดีขึ้น ขณะที่ Joachim Nagel และ Francois Villeroy ก็ชี้ถึงความเป็นไปได้ของการดำเนินการในเดือนมิถุนายนเช่นกัน
เชิงเทคนิค EUR/USD ซื้อขายที่ 1.1606 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving averages: เส้นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังเพื่อดูแนวโน้ม) แถว 1.1648 และ RSI (14) อยู่ใกล้ 40 โดย RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย; ค่าใกล้ 30 มักตีความว่าอ่อนแรงมาก และใกล้ 70 มักตีความว่าแรงมาก) แนวต้านที่ระบุคือ 1.1648, 1.1759 และ 1.1796