ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY) ปรับขึ้นสู่บริเวณ 99.30 หลังรายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP ระบุว่า นายจ้างเอกชนสหรัฐเพิ่มการจ้างงานเฉลี่ย 42,250 ตำแหน่งในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเผยแพร่ข้อมูลรายสัปดาห์ในเดือนตุลาคม 2025
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐ “อาจต้องโจมตีอิหร่านอีกครั้ง” และ “อิหร่านกำลังวิงวอนให้ทำข้อตกลง” ความเห็นดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลาม และหนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง)
Dollar Strength And Risk Sentiment
EUR/USD อ่อนค่าลงสู่แถว 1.1610 หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรรัฐบาล) ปรับขึ้น และความต้องการถือครองดอลลาร์เพิ่มขึ้น GBP/USD ลดลงใกล้ 1.3400 ขณะที่ USD/JPY ขยับขึ้นสู่ 159.00 และ AUD/USD อ่อนตัวลงสู่ 0.7110
น้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: ราคามาตรฐานน้ำมันดิบของสหรัฐ) ปรับขึ้นสู่ราว 104.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือสำคัญของการส่งออกน้ำมัน) ทองคำอ่อนลงสู่แถว 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังดอลลาร์ได้แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดติดตาม ได้แก่ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน (PBoC: ธนาคารกลางจีน), เงินเฟ้อเดือนเมษายนของสหราชอาณาจักร, ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับมาตรฐานของยุโรปของเยอรมนี (HICP: ดัชนีเงินเฟ้อมาตรฐานยุโรป), และข้อมูลการค้าจากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
Options Strategies For A More Balanced Market
ส่วนเพิ่มราคาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดพลังงาน (geopolitical risk premium: ราคาที่ถูกดันสูงขึ้นเพราะความเสี่ยงทางการเมือง/สงคราม) ลดลงมากเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2025 ขณะนั้นความกังวลความขัดแย้งกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมัน WTI ขึ้นเหนือ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันความตึงเครียดผ่อนคลาย และอุปสงค์โลกเริ่มอ่อนแรง ทำให้น้ำมันซื้อขายใกล้ 85 ดอลลาร์ ส่งผลให้ระดับราคาสูงเมื่อปีก่อนดูห่างไกล
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักลงทุนควรระวังการซื้อคอลออปชันโดยตรง (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาในอนาคต โดยหวังว่าราคาจะขึ้น) เพื่อหวังการพุ่งแรงของราคา ทางเลือกที่รอบคอบกว่า คือขายคอลแบบมีสินทรัพย์ค้ำ (covered call: ถือครองสินทรัพย์อยู่แล้วและขายสิทธิซื้อเพื่อรับค่าเบี้ย) หรือใช้กลยุทธ์สเปรดคอลฝั่งลบ (bear call spread: ซื้อ-ขายคอลคนละราคาเพื่อจำกัดความเสี่ยงและรับผลตอบแทนเมื่อราคาไม่ขึ้นมาก) เพื่อสร้างรายได้ กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์เมื่อน้ำมันทรงตัวหรือลดลง ซึ่งสอดคล้องกับภาพอุปทานและอุปสงค์ในปัจจุบัน
ตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ปีก่อนดอลลาร์แข็งค่ามากจนกดดันทองคำแม้มีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ทองคำอ่อนแถว 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจุบันแรงส่งของดอลลาร์ชะลอลง และเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง (sticky inflation: เงินเฟ้อที่ลดลงยาก) ทำให้ทองคำกลับมาเด่นและขยับขึ้นใกล้ 4,600 ดอลลาร์ ในฐานะสินทรัพย์เก็บมูลค่า (store of value: สินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าในระยะยาว)
ด้วยแรงหนุนที่กลับมา นักลงทุนอาจพิจารณาถือสถานะซื้อในตราสารอนุพันธ์ทองคำ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) โดยเฉพาะคอลออปชัน หรือสเปรดคอลฝั่งบวก (bull call spread: ซื้อคอลและขายคอลอีกตัวเพื่อหวังกำไรเมื่อราคาขึ้น โดยจำกัดต้นทุน) เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน สกุลเงินที่ไวต่อความเสี่ยง เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย ไม่ได้ถูกกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งมากเหมือนช่วงที่ AUD/USD ลดลงสู่ 0.7110 สภาพแวดล้อมปัจจุบันเอื้อให้ใช้กลยุทธ์ที่ละเอียดขึ้น ไม่ได้ขึ้นกับทิศทางดอลลาร์เพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสในคู่สกุลเงินไขว้ (cross-currency pairs: คู่เงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลหลัก) มากกว่าที่ทำได้เมื่อปีก่อน