ทีมพลังงานของ Rabobank รายงานว่า การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกจากโอเปก (OPEC: กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) หลังอยู่มานานราว 6 ทศวรรษ อาจทำให้ “คาร์เทล” (cartel: กลุ่มผู้ขายที่ร่วมกันกำหนดกำลังผลิต/ราคา) อ่อนแรง และหนุนให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำลงอย่างเป็นโครงสร้าง (structurally lower: ต่ำลงระยะยาว ไม่ใช่แค่ชั่วคราว) การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ UAE คุมการผลิตได้เต็มที่ และใช้ “กำลังการผลิตสำรอง” (spare capacity: กำลังผลิตที่เพิ่มได้ทันทีเมื่อจำเป็น) โดยไม่ติดเพดานของโอเปก
รายงานระบุว่า UAE อาจเพิ่มการผลิตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น นำเงินไปสนับสนุนแผนเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน และวางตำแหน่งเป็นผู้ส่งมอบรายใหญ่ (high-volume supplier: ผู้ขายที่ส่งออกปริมาณมาก) อีกทั้งเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงนี้กับความสัมพันธ์ใหม่ของสหรัฐฯ ทั้ง “วงเงินสว็อปไลน์” (swapline: วงเงินแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างธนาคารกลางเพื่อเสริมสภาพคล่อง) และความร่วมมือด้านกลาโหม ซึ่งอาจช่วยให้ UAE เพิ่มการผลิตได้เร็วขึ้น
Uae Output Shift And Price Impact
บทความระบุว่า การออกจากโอเปกของ UAE อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และกดราคาพลังงานลงหลังสงครามอิหร่านยุติ (Iran War) พร้อมมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจกระตุ้นให้กลุ่มคาร์เทลแตกตัวมากขึ้น
บทความชี้ว่า ยังไม่แน่ชัดว่าน้ำมันส่วนเพิ่มจาก UAE จะไหลไปที่ใด รวมถึงอาจขายให้พันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical allies: ประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมทางการเมือง/ความมั่นคง) และคู่ค้าที่ฝ่ายนั้นต้องการ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแนวโน้มการแยกขั้วของกลุ่มพลังงานระหว่างโอเปก ผู้ผลิตนอกโอเปก (non-OPEC producers: ประเทศที่ผลิตน้ำมันแต่ไม่อยู่ในโอเปก) และ “เอนเนอร์จีสแต็ก” (energy stacks: ชุดข้อตกลง/เครือข่ายพลังงานแบบเป็นกลุ่มเฉพาะภูมิภาคหรือคู่สัญญา ที่ทำให้การไหลของอุปทานแยกออกจากตลาดโลก)
รายงานย้อนมองบทวิเคราะห์ปี 2025 ว่า การคาดการณ์เรื่อง UAE ออกจากโอเปกเกิดขึ้นจริงเป็นส่วนใหญ่ และสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอย่างมาก โดย UAE เพิ่มการผลิตต่อเนื่อง ข้อมูลต้นเดือนพฤษภาคม 2026 ชี้ว่าการผลิตยืนเหนือ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันสม่ำเสมอ การเพิ่มอุปทานยาวนานนี้เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
Market Positioning And Key Risks
เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI: ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ใช้เป็นราคาอ้างอิง) พยายามยืนเหนือ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ยาก จากอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวเศรษฐกิจเอเชียที่ยังช้า ต่างจากจุดสูงหลังสงครามอิหร่านที่เคยเกิน 90 ดอลลาร์ช่วงปลายปี 2024 ตลาดกำลังสะท้อนมุมมองว่า “สต็อกน้ำมันคงคลังโลก” (global inventories: ปริมาณน้ำมันที่เก็บสำรอง) จะสูงกว่าที่คาดต่อเนื่อง
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า บทวิเคราะห์มองว่านักลงทุนควรพิจารณาซื้อ “พุตออปชัน” (put options: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ เพื่อป้องกันความเสี่ยงราคาลง) เพื่อกันความเสี่ยงหากราคาปรับลงต่อ ตลาดดูมีแรงกดดัน และหากหลุดแนวรับ 70 ดอลลาร์ (support level: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อพยุง) อาจเห็นราคาลงเร็วสู่ช่วงกลาง 60 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้จำกัดความเสี่ยงชัดเจน (defined-risk: ขาดทุนสูงสุดทราบล่วงหน้า) เพื่อวางเดิมพันต่อแรงกดดันขาลงจากอุปทานนอกโอเปกที่เพิ่มขึ้น
การแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยคาดไว้เริ่มชัดเจนขึ้น ทำให้ความผันผวนของตลาดสูงขึ้น โดย “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ของออปชันน้ำมันดิบพุ่ง หลัง UAE ประกาศสัญญาส่งมอบระยะยาวกับอินเดียเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเลี่ยง “ตลาดสปอต” (spot market: ตลาดซื้อขายส่งมอบทันที/ระยะสั้น) สะท้อนว่านักลงทุนต้องคำนึงถึงดีลแบบ “เอนเนอร์จีสแต็ก” ที่อาจดึงอุปทานออกจากตลาดโลกได้แบบฉับพลัน
บทวิเคราะห์ระบุว่า จึงต้องจับตา “ส่วนต่างราคาในตลาดฟิวเจอร์ส” (futures spreads: ส่วนต่างราคาระหว่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคนละงวด/คนละเกรด) โดยเฉพาะสเปรดเบรนท์-ดับเบิลยูทีไอ (Brent-WTI spread: ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันอ้างอิงยุโรปกับสหรัฐฯ) เพื่อประเมินว่าดีลภูมิภาคเหล่านี้กระทบราคาอ้างอิงแต่ละตัวอย่างไร หากสเปรดกว้างขึ้น อาจบ่งชี้ว่ายุโรปเสี่ยงมากกว่าจากการลดกำลังผลิตของโอเปกพลัส (OPEC+: โอเปกและพันธมิตร เช่น รัสเซีย) ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ มีอุปทานมากกว่า และคาดว่าความต่างของราคาระหว่างภูมิภาค (price dislocations: ราคาเบี่ยงเบนจากกันผิดปกติ) จะเกิดบ่อยขึ้น
ความเสี่ยงสวนทางต่อมุมมองขาลงนี้ คือท่าทีของซาอุดีอาระเบียและสมาชิกโอเปกพลัสที่เหลือ โดยจับตาการประชุมเดือนมิถุนายนอย่างใกล้ชิดว่าพร้อมลดการผลิตมากขึ้นเพื่อพยุงราคาหรือไม่ หากริยาดส่งสัญญาณ “เข้มงวด/พร้อมคุมอุปทาน” (hawkish: เน้นคุมเข้มเพื่อดันราคา) จะเป็นสัญญาณให้ลดการถือสถานะขาย (short positions: การเดิมพันว่าราคาจะลง) เพราะยังมีอำนาจทำให้ตลาดตึงตัวได้ในเวลาไม่นาน