ดัชนี NASDAQ 100 (NDX) ร่วงเกือบ 1.4% ในช่วงเช้าวันอังคาร หลังหุ้นสหรัฐอ่อนตัวลง การปรับลงเกิดขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุยาว (Long-term US Treasury yields: ผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตรระยะยาว) ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี
อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเชื่อมโยงกับความกังวลเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดมองว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ส่งผลกดดันหุ้นกลุ่มเน้นการเติบโต (Growth stocks: หุ้นที่ราคาขึ้นอยู่กับการคาดหวังการเติบโตในอนาคต โดยมักอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย)
Long Term Yields Pressure Tech
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่ 5.186% ในวันอังคาร สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2007 และสูงกว่าจุดสูงในเดือนตุลาคม 2023 ที่ 5.178%
ดัชนี S&P 500 และ Dow Jones Industrial Average ก็ปรับลงอย่างน้อย 0.5% ในช่วงเช้า ขณะที่ NASDAQ 100 ลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
ดัชนียังทรงตัวใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ก่อนผลประกอบการไตรมาส 1 ตามปีงบประมาณ (Q1 fiscal earnings: ผลประกอบการไตรมาสแรกของ “ปีบัญชี” ของบริษัท ซึ่งอาจไม่ตรงกับปีปฏิทิน) ของ Nvidia ที่จะประกาศช่วงดึกวันพุธ ดัชนี Relative Strength Index (RSI: ตัวชี้วัดโมเมนตัมเพื่อดูภาวะ “ร้อนแรงเกินไป/อ่อนแรงเกินไป” ของราคา) หลุดจากโซนซื้อมากเกินไป (Overbought: ภาวะที่ราคาปรับขึ้นแรงจนเสี่ยงพักฐาน) หลังเคยยืนเหนือ 70 ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน
ระดับทางเทคนิคที่ถูกกล่าวถึง รวมถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 50 วัน (50-day Simple Moving Average หรือ 50-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 50 วัน ใช้ดูแนวโน้ม) ใกล้โซนแนวต้าน (Resistance: ระดับราคาที่มักมีแรงขาย) แถว 26,182 หากดัชนีย่อลงมาบริเวณดังกล่าว จะหมายถึงการปรับลงราว 9% จากระดับปัจจุบัน
Volatility And Options In Focus
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่กลางปี 2007 ยิ่งเป็นแรงต้านต่อหุ้นเทคโนโลยี ความกดดันนี้สะท้อนผ่านดัชนีความผันผวน CBOE Volatility Index (VIX: ดัชนีวัดความผันผวนที่คาดการณ์จากราคาสัญญาออปชันของ S&P 500 มักถูกเรียก “ดัชนีความกลัว”) ที่พุ่งเหนือ 22 สูงสุดของไตรมาสนี้ สำหรับนักลงทุน หมายความว่าต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการป้องกันก็สูงขึ้น
ตลาดจับตารายงานผลประกอบการของ Nvidia ในวันพุธ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยขยับตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดออปชัน (Options market: ตลาดสัญญาซื้อขายที่ให้สิทธิในการซื้อ/ขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) กำลังสะท้อนว่าหุ้น NVDA อาจแกว่งได้ราว 11% ไม่ว่าทิศทางขึ้นหรือลง ตัวเลขนี้ชี้ถึงความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์ long straddle (การซื้อออปชัน “คอล” และ “พุต” พร้อมกัน: ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน โดยหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เป็นวิธีเล่นความผันผวนโดยไม่ต้องเดาทิศทาง
เมื่อมีความเสี่ยงที่ NASDAQ 100 อาจย่อลงราว 9% ไปยังเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน การถือ protective puts (พุตเพื่อป้องกันความเสี่ยง: ซื้อสิทธิขายเพื่อจำกัดขาดทุนหากราคาลง) ถือเป็นแนวทางรอบคอบ ปัจจุบันเริ่มเห็นนักลงทุนซื้อพุตบนกองทุนอีทีเอฟ QQQ (Exchange-traded fund: กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง) โดยเลือกสัญญาที่หมดอายุปลายเดือนมิถุนายน เพื่อป้องกันพอร์ตในช่วงนี้ กลยุทธ์นี้ช่วยลดแรงกระแทก หากผลของ Nvidia ไม่ได้หนุนความคาดหวังสูงของตลาด คล้ายบทเรียนที่ตลาดเคยเจอในช่วงปี 2022 เมื่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยกดดันราคาสินทรัพย์
อีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้ที่มองว่าความกลัวในตลาดมากเกินไป การขายพรีเมียมออปชัน (Option premium: ค่าเบี้ย/ราคาที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขายออปชัน) อาจเป็นโอกาส กลยุทธ์ iron condor บน NDX (การใช้ 4 สัญญาออปชันเพื่อทำกำไรเมื่อราคาแกว่งอยู่ในกรอบ) อาจเหมาะเพื่อใช้ประโยชน์จาก implied volatility ที่สูง (Implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาด “คาด” จากราคาออปชัน) กลยุทธ์นี้จะได้ประโยชน์หากดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่กำหนด หลังข่าว Nvidia ผ่านไปและตลาดย่อยข้อมูลแล้ว
นอกเหนือจากสัปดาห์นี้ ประเด็นอัตราผลตอบแทนที่สูงอาจทำให้ความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อความกังวลเงินเฟ้อยังไม่จบ ครั้งล่าสุดที่อัตราผลตอบแทนขึ้นมาใกล้ระดับนี้ในปี 2023 ตลาดเคยเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวแรงและเคลื่อนไหวออกข้างหลายเดือน (Choppy, sideways: แกว่งขึ้นลงในกรอบ ไม่ไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน) ดังนั้นกลยุทธ์ที่ถือสัญญานานขึ้น เช่น calendar spreads (สเปรดปฏิทิน: ซื้อและขายออปชันราคาใช้สิทธิเดียวกันแต่คนละวันหมดอายุ เพื่อเล่นความต่างของเวลาและความผันผวน) อาจช่วยรับมือภาวะตลาดที่ยังผันผวนในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าได้