ข้อมูลล่าสุดของจีนชี้ว่า การค้าต่างประเทศแข็งแกร่ง แต่ “อุปสงค์ในประเทศ” (ความต้องการซื้อและลงทุนในประเทศ) อ่อนแอในเดือนเมษายน ครอบคลุมทั้งการบริโภค การลงทุน การผลิต และสินเชื่อ ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่สูงขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain: เครือข่ายการผลิต-ขนส่ง-ส่งมอบสินค้า) เพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มการเติบโต
การส่งออกเพิ่มจาก 2.5% เมื่อเทียบรายปี (YoY: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ในเดือนมีนาคม เป็น 14.1% ในเดือนเมษายน โดยแรงขับหลักมาจากคู่ค้าที่ไม่ใช่สหรัฐฯ การนำเข้าเพิ่มเป็น 25.3% YoY เพราะผู้ผลิตซื้อ “สินค้า/วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป” (intermediate goods: ชิ้นส่วน วัตถุดิบ หรือสินค้าที่ต้องนำไปผลิตต่อ) มากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อส่งออก
การค้าแข็งแกร่ง แต่ในประเทศอ่อนแอ
การผลิตภาคอุตสาหกรรมถูกประเมินว่าอ่อนแรง ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment: FAI หมายถึงการลงทุนในสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน) ชะลอลง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ FAI เปลี่ยนจากขยายตัว 1.7% แบบสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (year-to-date: YTD) ในไตรมาส 1 เป็นหดตัว 1.6% ในเดือนเมษายน
การลงทุนภาคเอกชนลดลง 5.2% YoY สะท้อนกิจกรรมทางธุรกิจที่ซบเซา แนวโน้มเงินเฟ้อแยกทิศกัน โดยราคาผู้ผลิตปรับขึ้น แต่ราคาผู้บริโภคยังตามไม่ทัน
– ราคาผู้ผลิต (Producer Price: PPI คือราคาสินค้าที่หน้าประตูโรงงาน)
– ราคาผู้บริโภค (Consumer Price: CPI คือราคาสินค้าที่ประชาชนซื้อจริง)
DBS คาดว่าจะไม่มีการลดอัตรา Loan Prime Rate อายุ 1 ปี (LPR: อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมอ้างอิงหลักของธนาคารในจีน) ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า การพยุงเศรษฐกิจน่าจะพึ่งมาตรการการคลัง (fiscal: การใช้จ่าย/งบประมาณภาครัฐ) มากกว่า เพราะราคาพลังงานที่สูงทำให้พื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายระยะสั้นมีจำกัด
บทความนี้จัดทำด้วยเครื่องมือ AI และผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการ เผยแพร่ภายใต้ FXStreet Insights Team