กระแสเงินทุนสุทธิรวม (TIC flows) ของสหรัฐฯ ลดลงในเดือนมีนาคมมาอยู่ที่ 150.7 พันล้านดอลลาร์ จาก 184.5 พันล้านดอลลาร์ในงวดก่อนหน้า
ข้อมูลบ่งชี้ว่า กระแสเงินทุนสุทธิข้ามพรมแดนรวมแบบรายเดือน (month-on-month) ที่ติดตามโดยระบบ Treasury International Capital (TIC) ซึ่งเป็นระบบของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สำหรับเก็บสถิติการซื้อขาย/เคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างสหรัฐฯ กับต่างประเทศ ลดลง 33.8 พันล้านดอลลาร์
ตัวเลขเดือนมีนาคมยังเป็น “เงินไหลเข้า” สุทธิ
ตัวเลขเดือนมีนาคมยังอยู่เหนือศูนย์ หมายความว่าโดยรวมแล้วในเดือนดังกล่าวยังคงเป็น “เงินไหลเข้า” สุทธิ (net inflow: เงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าสินทรัพย์ในสหรัฐฯ มากกว่าเงินที่ไหลออก)
ตัวเลขนี้เป็นกระแสเงินทุนสุทธิรวม (total net TIC flows) ของสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบเดือนล่าสุดกับตัวเลขที่รายงานในเดือนก่อนหน้า
การที่ TIC flows สุทธิชะลอลงเหลือ 150.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม สะท้อนว่าความต้องการของต่างชาติ (foreign appetite: ความสนใจ/แรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ) ต่อสินทรัพย์สหรัฐฯ เริ่มเย็นลง แม้ยังเป็นเงินไหลเข้า แต่การชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง บ่งชี้ว่าแรงหนุนช่วงต้นปีเริ่มแผ่วลง ซึ่งทำให้ต้องติดตามว่าแรงสนับสนุนต่อ “ดอลลาร์สหรัฐ” และ “ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (Treasury markets: ตลาดซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) จะยืนระยะได้แค่ไหนในระยะถัดไป
ประเด็นที่ต้องโฟกัสคือค่าเงินดอลลาร์ เพราะเมื่อแรงซื้อจากต่างชาติลดลง ก็หมายถึง “อุปสงค์” (demand: ความต้องการซื้อ) ต่อดอลลาร์อ่อนลงโดยตรง ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายนอยู่ระดับสูงที่ 3.1% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed) ยังมีท่าที “เข้มงวด” (hawkish stance: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/ไม่รีบลดดอกเบี้ย) แต่ครั้งนี้ไม่ได้ดึงดูดเงินทุนเหมือนก่อนหน้า
ผลต่อความผันผวนของอัตราผลตอบแทนและหุ้น
แรงซื้อจากต่างชาติที่แผ่วลงสร้างแรงกดดันให้ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (Treasury yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) ปรับสูงขึ้น เพราะเมื่อธนาคารกลางต่างประเทศซื้อไม่สม่ำเสมอ ภาระจะตกกับนักลงทุนในประเทศที่มักต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อรับซื้อพันธบัตรที่ออกขาย
สำหรับตลาดหุ้น แนวโน้มนี้เป็นแรงต้านสำคัญ เพราะทำให้ “สภาพคล่อง” (liquidity: เงินทุนหมุนเวียน/ความพร้อมในการซื้อขาย) ที่เคยช่วยพยุงมูลค่าตลาดลดลง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นกว่า 8% ตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ข้อมูลจาก CFTC (Commodity Futures Trading Commission: หน่วยงานกำกับดูแลตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯ) ล่าสุดชี้ว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มลดสถานะ “ถือฝั่งซื้อสุทธิ” (net long positions: ถือสัญญาฝั่งคาดว่าราคาจะขึ้นมากกว่าฝั่งคาดว่าราคาจะลง) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (equity futures: สัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนี/หุ้น) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน