Standard Chartered ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไต้หวันปี 2026 เป็น 9.5% จาก 7.6% หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าคาด โดยประมาณการล่วงหน้าระบุว่า GDP ไตรมาส 1 โต 13.7% เมื่อเทียบรายปี (year on year: เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน) และโต 2.8% เมื่อเทียบรายไตรมาส (quarter on quarter: เทียบไตรมาสก่อนหน้า) ซึ่งเป็นอัตราเร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1987
แรงหนุนหลักมาจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และการส่งออกที่แข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนได้แรงหนุนจากมาตรการแจกเงินสดของรัฐบาล และราคาหุ้นที่ปรับขึ้นตามกลุ่มเทคโนโลยี
Drivers Of The Growth Upgrade
คาดว่าอัตราเติบโตจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อมองแบบรายปี เนื่องจาก “ผลของฐานสูง” (base effects: เปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ตัวเลขสูงอยู่แล้ว ทำให้การเติบโตดูชะลอ) กดดันการส่งออกและ GDP โดยเฉพาะไตรมาส 4 ธนาคารกลางคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate: ดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางการเงิน) ไว้ที่ 2% ในปีนี้ ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อถูกมองว่าสูงขึ้นจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแรง
มุมมองบวกดังกล่าวเริ่มสะท้อนในตลาดแล้ว โดยดัชนี TAIEX (ดัชนีหุ้นหลักของไต้หวัน) พุ่งมากกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี (year-to-date: นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน) ทะลุระดับ 31,000 จุด แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากผู้นำกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) โดยคำสั่งซื้อส่งออกเดือนเมษายนที่เพิ่งเผยแพร่เพิ่มขึ้น 19% เทียบรายปี ที่ผ่านมามีรูปแบบคล้ายกันแต่ไม่แรงเท่านี้ในช่วงกระแสขยายเครือข่าย 5G ปี 2020 ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นต่อเนื่องหลายปี
การส่งออกที่โตแรงยังหนุนเงินดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งแข็งค่าทะลุระดับสำคัญ 29.5 ต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว หลังการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีในปี 2025 การแข็งค่าครั้งนี้สะท้อนแรงซื้อจริงจากปัจจัยพื้นฐาน ผู้ลงทุนสามารถใช้ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้า” (futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) หรือ “ออปชัน” (options: สิทธิในการซื้อหรือขายในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องทำ) เพื่อวางเดิมพันต่อการแข็งค่าเพิ่มเติม แต่อาจถูกธนาคารกลางเข้ามาชะลอหากค่าเงินแข็งเร็วเกินไป
Managing Second Half Risk
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ฐานที่สูงจากผลงานช่วงปลายปี 2025 ทำให้การเปรียบเทียบแบบรายปีจะดูไม่หวือหวาเท่าเดิม ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้ระยะสั้นยังยืนฝั่งบวกได้ แต่ควรพิจารณาใช้ออปชันที่หมดอายุในไตรมาส 3 มากกว่าถือสถานะซื้อในฟิวเจอร์สยาวไปถึงไตรมาส 4
หากธนาคารกลางคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% โอกาสทำกำไรจาก “ตราสารอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย” (interest rate derivatives: สัญญาที่อ้างอิงการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ย) อาจไม่เด่นมาก ความนิ่งของดอกเบี้ยเอื้อต่อหุ้น แต่หมายความว่าความผันผวน (volatility: ความแกว่งของราคา) ในตลาดพันธบัตรอาจต่ำลง ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ล่าสุดอยู่ที่ 2.8% โดย CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการในตะกร้าครัวเรือน) ใกล้ระดับที่ธนาคารกลางรับได้ แต่ยังไม่สูงพอจะบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบาย