ไออีเอ (IEA: สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ) ระบุว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ (commercial oil stocks: น้ำมันคงคลังที่ภาคเอกชนถือไว้เพื่อการค้า ไม่ใช่คลังสำรองของรัฐ) กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยบางพื้นที่มีน้ำมันสำรองเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เกิดความกังวลต่อสมดุลอุปสงค์-อุปทาน (supply and demand: ความต้องการซื้อและปริมาณที่มีขาย) ของโลก
ไออีเอยังชี้ถึง “ช่องว่าง” ระหว่างการซื้อขายน้ำมันจริง (physical oil trading: การส่งมอบน้ำมันจริงในตลาด) กับการตั้งราคาน้ำมันล่วงหน้า (futures pricing: ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ส่งมอบในอนาคต) โดยระบุว่า ราคาฟิวเจอร์สอาจยังไม่สะท้อนความตึงตัวของอุปทานในปัจจุบันอย่างเต็มที่
Strategic Reserves And Supply Limits
การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (strategic reserves: คลังน้ำมันของรัฐที่ใช้เป็นกันชนยามฉุกเฉิน) ช่วยเพิ่มอุปทานโลกประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ไออีเอระบุว่าปริมาณสำรองดังกล่าวมีจำกัด และอาจช่วยพยุงตลาดได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
WTI ปรับขึ้น 0.66% ในวันจันทร์ มาอยู่ราว 101.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย WTI (West Texas Intermediate) คือราคามาตรฐานน้ำมันดิบของสหรัฐ น้ำมันชนิดนี้มีคุณสมบัติ “เบา” (light: ความหนาแน่นต่ำ กลั่นเป็นน้ำมันเบนซินได้มาก) และ “กำมะถันต่ำ” (sweet: มีกำมะถันต่ำ ทำให้กลั่นง่ายและต้นทุนต่ำ) และมีจุดซื้อขาย/ส่งมอบสำคัญที่คุชชิง (Cushing hub: ศูนย์กลางคลังเก็บและท่อส่งน้ำมันที่รัฐโอคลาโฮมา)
ราคาน้ำมัน WTI ขับเคลื่อนหลักจากอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ), มาตรการคว่ำบาตร (sanctions: ข้อจำกัดทางการค้าหรือการเงินต่อประเทศ/บริษัท) และการตัดสินใจของโอเปก (OPEC decisions: มติเรื่องปริมาณผลิต) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็มีผลต่อราคาเช่นกัน เพราะน้ำมันซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์
ข้อมูลสต็อกน้ำมันจาก API (American Petroleum Institute: สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน เผยแพร่วันอังคาร) และ EIA (Energy Information Administration: สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ เผยแพร่วันพุธ) สามารถทำให้ราคาผันผวนได้ โดยผลตัวเลขใกล้เคียงกันภายใน 1% ราว 75% ของเวลา และโดยทั่วไปตลาดมองว่าข้อมูลของ EIA น่าเชื่อถือกว่า
Opec And Market Positioning
โอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศ และกำหนดโควตาการผลิต (production quotas: เพดานปริมาณผลิตที่แต่ละประเทศตกลงร่วมกัน) ในการประชุมปีละสองครั้ง ส่วนโอเปกพลัส (OPEC+: กลุ่มโอเปกรวมประเทศนอกโอเปก) เพิ่มสมาชิกนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย