ข้อมูลจาก CFTC ของสหรัฐฯ ชี้ว่า “สถานะสุทธิแบบไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (NC: กลุ่มนักเก็งกำไร เช่น กองทุน) ของ S&P 500” ลดลงมาอยู่ที่ -143.8K จากเดิม -103.9K
ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่า “สถานะขายสุทธิ (net short: จำนวนสัญญาฝั่งขายมากกว่าฝั่งซื้อ)” เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการเปลี่ยนแปลงจากรอบก่อนอยู่ที่ -39.9K
สถานะขายสุทธิของนักเก็งกำไรในสัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 เพิ่มลึกขึ้น บ่งชี้ว่าผู้เล่นรายใหญ่เชื่อมากขึ้นว่าตลาดมีโอกาสปรับตัวลง การขยับมาเป็นขายสุทธิ 143,800 สัญญา แปลว่าการเดิมพันฝั่งขาลงเพิ่มขึ้นเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การเพิ่มขึ้นของแรง “ชอร์ตเซล” (short-selling: การขายโดยคาดว่าราคาจะลงแล้วค่อยซื้อคืนถูกกว่า) สอดคล้องกับรายงานเงินเฟ้อเดือนเม.ย. 2026 ที่ชี้ว่า “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) ยังสูงที่ 3.8% ทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นเป็น 225,000 ราย สิ้นสุดแนวโน้มลดลงหลายเดือน สะท้อนว่าตลาดแรงงานอาจเริ่มอ่อนลง ภาพรวม “เงินเฟ้อยังสูงแต่เศรษฐกิจเริ่มอ่อน” ทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ตลาดอาจผันผวนมากขึ้นจากการวางสถานะลักษณะนี้ นักลงทุนบางส่วนอาจพิจารณา “ซื้อประกันความเสี่ยง” (ป้องกันพอร์ตเมื่อราคาลง) ผ่านฟิวเจอร์ส VIX (สัญญาที่อิงดัชนีความผันผวน) หรือซื้อ “พุตออปชัน” (put options: สิทธิในการขายที่ราคาอ้างอิง เพื่อกันความเสี่ยงขาลง) บนดัชนีหลักอย่าง SPX หรือกองทุนอีทีเอฟ SPY (ETF: กองทุนซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) เพราะเมื่อบรรยากาศเป็นลบมากขึ้น ข่าวร้ายเพียงเล็กน้อยก็อาจกดตลาดลงแรงเกินปกติ
เราเคยเห็นการสะสมสถานะชอร์ตของนักเก็งกำไรในช่วงรอบขึ้นดอกเบี้ยปี 2022 แม้จะไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ และช่วงนั้นตามมาด้วยการปรับลงของตลาดหลายเดือน บทเรียนในอดีตชี้ว่า เมื่อกลุ่มนี้หันมา “มองลบ” มาก มักควรเพิ่มความระมัดระวัง สะท้อนว่าแรงเดิมพันฝั่งขาลงครั้งนี้ค่อนข้างจริงจัง