EUR/GBP ปรับขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนในวันศุกร์ ซื้อขายแถว 0.8726 และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์บวก การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหราชอาณาจักรกดดันเงินปอนด์
กระแสคาดการณ์เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามเปลี่ยนผู้นำรัฐบาล โดยท้าทายนายกรัฐมนตรีคีร์ สตาร์เมอร์ หลังพรรคเลเบอร์พ่ายแพ้หนักในการเลือกตั้งท้องถิ่น รายงานของ The Times ระบุว่า คณะกรรมาธิการของพรรคเลเบอร์อนุมัติคำขอของแอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ให้กลับเข้าสู่รัฐสภา ร่วมกับเวส สตรีทติ้ง
ตลาดยังจับตาความเสี่ยงด้านการกู้ยืมของรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี (UK 10-year gilt yields: “กิลต์” คือพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ) ปรับขึ้นใกล้ 5.2% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008
นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบแนวทางดอกเบี้ย (interest rates: อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง) ขณะที่นักลงทุนในตลาดกำลัง “ตั้งราคา” (pricing in: สะท้อนความคาดการณ์ไว้ในราคาสินทรัพย์แล้ว) ว่าภายในสิ้นปีอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งทั้งจากธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BoE) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB)
เงินยูโรอาจเผชิญแรงกดดัน หากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการพึ่งพาพลังงานนำเข้าทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของ ECB ในการ “คุมเข้ม” นโยบายการเงิน (tightening: การขึ้นดอกเบี้ยหรือการลดสภาพคล่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) สัปดาห์หน้า ตลาดจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรและยูโรโซน รวมถึงตัวเลขการจ้างงานของสหราชอาณาจักรสำหรับช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม
เราควรทบทวนเหตุการณ์เมื่อปีก่อน เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหราชอาณาจักรผลัก EUR/GBP ขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 0.8730 จนถึงวันนี้ 15 พฤษภาคม 2026 อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวปรับลงมาอยู่แถว 0.8610 แต่แรงกดดันพื้นฐานยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินปอนด์ ความผันผวนในอดีตครั้งนั้นสะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อเงินปอนด์สามารถกลับทิศได้รวดเร็วเพียงใด
ความเสี่ยงต่อการถูกท้าทายตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ที่เห็นในปี 2025 ลดลงแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของรัฐบาล ความเสี่ยงทางการเมืองที่ยังคงค้างนี้ทำให้นักลงทุนควรพิจารณา “ซื้อการป้องกันความเสี่ยง” (protection/hedge: ทำธุรกรรมเพื่อลดความเสียหายหากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง) ต่อการอ่อนค่ากะทันหันของเงินปอนด์ การใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่บังคับต้องทำ) เพื่อคุ้มครองสถานะถือปอนด์ หรือเพื่อเก็งกำไรจากความผันผวนที่พุ่งขึ้น อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสม
ความตื่นตระหนกเมื่อปีก่อนทำให้อัตราผลตอบแทนกิลต์ 10 ปีพุ่งเข้าใกล้ 5.2% ซึ่งไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2008 จากความกังวลต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของสหราชอาณาจักร (fiscal credibility: ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลบริหารงบประมาณ หนี้ และรายจ่ายได้อย่างยั่งยืน) หลังจากนั้นอัตราผลตอบแทนปรับลงมาแถว 4.6% แต่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนความกังวลของตลาดที่ยังไม่คลาย หากมีการประกาศด้านการคลังที่ “เซอร์ไพรส์” ตลาด ก็อาจกระตุ้นแรงขายพันธบัตรอังกฤษอีกครั้ง และกดดันเงินปอนด์ตามมา
แนวโน้มนโยบายการเงินเปลี่ยนไปมากจากปี 2025 ที่ตลาดเคยกังวลว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยข้อมูลเงินเฟ้อสหราชอาณาจักรเดือนเมษายน 2026 ล่าสุดชี้ว่า CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) ลดลงมา 2.3% และเงินเฟ้อยูโรโซนชะลอลงสู่ 2.6% ประเด็นถกเถียงจึงไม่ใช่ “ขึ้นดอกเบี้ย” แต่เป็น “จะลดดอกเบี้ยเมื่อไร” การเปลี่ยนกรอบคิดนี้ทำให้ปัจจัยหลักต่อคู่เงินจากความกลัวเงินเฟ้อ เปลี่ยนไปเป็นแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจ
ภายใต้บริบทดังกล่าว นักลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย หุ้น) อาจวางสถานะรับมือความผันผวนต่อเนื่องของ EUR/GBP การซื้อ “คอลออปชัน” ของ EUR/GBP (call option: สิทธิซื้อ โดยได้ประโยชน์เมื่อราคา/อัตราแลกเปลี่ยนปรับขึ้น) เป็นวิธีที่จำกัดความเสี่ยงขาดทุนไว้ล่วงหน้า หากความกังวลการเมืองอังกฤษกลับมาและดันอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น อีกทางเลือกคือกลยุทธ์ “ซื้อความผันผวน” (long volatility: ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เช่น “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรง โดยไม่ต้องเดาทิศทาง)
แนวโน้มข้างหน้า ตลาดควรให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สะท้อนอนาคตมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือน โดยตัวเลขการเติบโตของค่าจ้างในสหราชอาณาจักร และข้อมูล PMI ของยูโรโซน (PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เป็นตัวชี้นำภาวะธุรกิจ หากสูงกว่า 50 มักสื่อถึงการขยายตัว) จะมีความสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฝั่งใดชะลอตัวเร็วกว่า ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง และทิศทางของ EUR/GBP ในระยะถัดไป