ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอิตาลีเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือนเมษายน ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.8%
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า “เงินเฟ้อ” ชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่ตลาดคาดไว้ แต่รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
แนวโน้มเงินเฟ้อลดลงในยูโรโซน
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนของอิตาลีที่ออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อยที่ 2.7% ตอกย้ำแนวโน้ม “เงินเฟ้อชะลอลง” (disinflation: อัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มอยู่ แต่เพิ่มช้าลง) ทั่วทั้งยูโรโซน ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เข้าใกล้โอกาส “ลดดอกเบี้ย” ในช่วงปลายฤดูร้อนนี้มากขึ้น เรามองว่าตลาดอาจเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นกับความเป็นไปได้ของการขยับลดดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมหรือกันยายน
ข้อมูลนี้เมื่อประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ IFO ของเยอรมนีล่าสุดที่ลดลงมาอยู่ที่ 88.5 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในวงกว้าง เรามองว่านี่เป็นจังหวะเพิ่มการถือฝั่ง “ซื้อ” (long positions: คาดว่าราคาจะขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาที่ตกลงซื้อขายกันล่วงหน้าตามราคาอ้างอิง) ของพันธบัตรรัฐบาลยุโรป โดยเฉพาะ BTP ของอิตาลี (พันธบัตรรัฐบาลอิตาลี) เพราะ “อัตราผลตอบแทน” (yield: ผลตอบแทนของพันธบัตร) มีโอกาสปรับลดลงต่อ หากตลาดคาดว่า ECB จะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น โดยในอดีตพันธบัตรอิตาลีมักตอบรับดีเมื่อดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง
ในตลาดค่าเงิน ภาพนี้ทำให้เกิด “ความต่างทิศทาง” ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE (ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล “ไม่รวม” อาหารและพลังงาน) เดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 3.2% สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังลดลงยาก ความแตกต่างนี้หนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากว่าเงินยูโร เรากำลังพิจารณาซื้อออปชัน “พุต” (put options: สิทธิในการขายที่ราคาเฉพาะ เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) บนคู่เงิน EUR/USD อายุ 3 เดือน โดยตั้งเป้าระดับแนวรับ 1.05 (support level: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง) ซึ่งเคยยืนได้ในไตรมาส 4 ปี 2025
ผลกระทบต่อตลาดหุ้น
สำหรับนักลงทุนหุ้น เงินเฟ้อที่ต่ำลงและโอกาสลดดอกเบี้ยเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น แต่สาเหตุหลักคือเศรษฐกิจโตช้าลง ดัชนี FTSE MIB ของอิตาลีอาจได้แรงหนุนช่วงสั้น แต่เรายังให้น้ำหนักกับแนวทาง “ตั้งรับ” มากกว่า ออปชัน “คอล” (call options: สิทธิในการซื้อที่ราคาเฉพาะ เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) ในกลุ่มที่ไวต่อดอกเบี้ย เช่น สาธารณูปโภค (utilities) ซึ่งให้ผลตอบแทนตามหลังตลาดตั้งแต่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยเริ่มในปี 2023 อาจให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk-adjusted return: ผลตอบแทนเทียบกับความผันผวน/ความเสี่ยง) ดีกว่าการลงทุนตามดัชนีโดยรวม