สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) ของดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ลดลง 0.35% หลุดระดับ 50,000 ระหว่างชั่วโมงซื้อขายในยุโรปวันศุกร์ ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐเปิดทำการ ขณะที่ฟิวเจอร์ส S&P 500 ลดลง 0.56% ลงมาใกล้ 7,480 และฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 ร่วง 0.81% ลงมาใกล้ 29,450
การปรับลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการซื้อขายวันพฤหัสบดี ซึ่งดาวโจนส์ปรับขึ้น 0.74% กลับมายืนเหนือ 50,000 อีกครั้ง ส่วน S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.77% และ Nasdaq 100 บวก 0.88% โดยทั้งสองดัชนีปิดที่ระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
ตลาดอยู่ในภาวะ “เลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off: นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น แล้วหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่ ความกังวลเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่สูงขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนยังขายทำกำไร (taking profits: ขายเพื่อรับกำไรหลังราคาปรับขึ้น) หลังตลาดปรับขึ้นในวันก่อนหน้า
ความสนใจยังอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงผู้นำของเฟด สตีเฟน มิแรน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะลาออกจากคณะผู้ว่าการ (Board of Governors: คณะกรรมการกำกับนโยบายและกำกับดูแลของเฟด) ในหรือก่อนวันที่เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานเฟด เนื่องจากคณะผู้ว่าการมีทั้งหมด 7 ที่นั่งและขณะนี้ไม่มีตำแหน่งว่าง
ราคาน้ำมันดิบยังปรับขึ้นต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year Treasury yield: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรอายุ 10 ปี ใช้เป็นตัวชี้วัดต้นทุนเงินระยะยาว) ปรับขึ้นเหนือ 4.5% ทำจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี หลังข้อมูลใหม่ชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น