เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์เป็นวันที่สี่ติดต่อกันในวันพฤหัสบดี และซื้อขายที่ระดับ 1.3337 การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังความไม่มั่นคงในคณะรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น และความกังวลเรื่อง “สุญญากาศอำนาจ” (ช่วงที่การตัดสินใจและการกำกับนโยบายสะดุดเพราะผู้นำ/รัฐบาลไม่มั่นคง) ที่อาจนำไปสู่วิกฤตการคลังรอบใหม่
รัฐมนตรีสาธารณสุข เวส สตรีตติง ลาออกในวันพฤหัสบดี เพิ่มแรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ กระแสเรียกร้องจากพรรคแรงงานให้เขาลงจากตำแหน่งเพิ่มขึ้น หลังผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อสัปดาห์ก่อนออกมาไม่ดี
ข้อพิพาทภายในพรรคแรงงานเรื่องผู้นำ ทำให้ตลาดกังวลว่าอาจเกิดการเปลี่ยนผู้นำที่วุ่นวาย และยิ่งเพิ่มความกลัวว่า ผู้นำคนใหม่อาจทำให้ “วินัยการคลัง” (การคุมการใช้จ่ายและหนี้ของรัฐให้อยู่ในกรอบ) อ่อนลง จนความเสี่ยงวิกฤตการคลังกลับมาอีก
ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวแข็งค่า หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชุดใหม่สะท้อนความแข็งแกร่ง โดยมีการเปิดเผยยอดค้าปลีก (Retail Sales: ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในร้านค้าและบริการ) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims: ตัวเลขรายสัปดาห์ที่บอกจำนวนคนที่ยื่นขอเงินช่วยเหลือว่างงานเป็นครั้งแรก) ในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ หรือช่วงต้นปี 2027 ขณะที่ฝั่งสหราชอาณาจักร ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจในวันศุกร์ค่อนข้างเบาบาง
ตลาดยังจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง โดยแม้ถ้อยแถลงจะออกมาในเชิงบวก แต่ตลาดยังรอรายละเอียดเรื่องข้อตกลงการค้า หรือมาตรการที่จะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) กลับมาเดินเรือได้ตามปกติ
ในมุมมองของเรา เมื่อเงินปอนด์ยังคงอ่อนค่า แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดของ GBP/USD คือปรับลงต่อ ความปั่นป่วนทางการเมืองในสหราชอาณาจักรกำลังสร้างความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ดอลลาร์ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงและโอกาสดอกเบี้ยสูงขึ้น ภาวะ “นโยบายสวนทาง” (เมื่อทิศทางนโยบายการเงินของสองประเทศห่างกัน) นี้ทำให้การวางกลยุทธ์รับความเสี่ยงปอนด์อ่อนค่าเพิ่มเติมยังดูสมเหตุสมผลที่สุด
ความไม่มั่นคงในเวสต์มินสเตอร์ทำให้ “ความผันผวนของค่าเงิน” (ระดับการแกว่งตัวขึ้นลงของราคา) พุ่งขึ้นอย่างมีนัย และเปิดโอกาสด้านการซื้อขายโดยตรง โดย “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาจะผันผวนมากแค่ไหน ซึ่งคำนวณจากราคาของออปชัน) ระยะ 1 เดือนของ GBP/USD กระโดดขึ้นเหนือ 14% แล้ว จากค่าเฉลี่ย 8% เมื่อต้นปีนี้ ทำให้การซื้อ “พุท” ของเงินปอนด์ (sterling put: ออปชันที่ให้สิทธิขายปอนด์ที่ราคาที่กำหนด เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง) หรือ “พุทสเปรด” (put spread: กลยุทธ์ซื้อพุทหนึ่งสัญญาและขายพุทอีกสัญญาที่ราคาเป้าหมายต่างกัน เพื่อลดต้นทุนและจำกัดกรอบกำไร/ขาดทุน) น่าสนใจขึ้น เพราะได้ประโยชน์ทั้งจากโอกาสราคาปรับลงและจาก “ต้นทุนประกัน” ที่แพงขึ้น (หมายถึงค่าเบี้ยออปชันที่สูงขึ้นเมื่อความผันผวนเพิ่ม)
บทเรียนนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะช่วงวิกฤตการคลังฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความวุ่นวายทางการเมืองสามารถลามเป็นการทรุดตัวของค่าเงินได้เร็วเพียงใด โดย 당시 GBP/USD ร่วงมากกว่า 10% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ความกลัวในปัจจุบันเรื่องรัฐบาลที่ “ไม่รับผิดชอบด้านการคลัง” (ใช้จ่ายมาก/กู้เพิ่มโดยไร้แผนที่น่าเชื่อถือ) อาจขึ้นมามีอำนาจ คล้ายกับเหตุการณ์นั้น ทำให้ความเป็นไปได้ของการปรับลงแรงยังมีอยู่จริง
ความแตกต่างของนโยบายธนาคารกลางยิ่งชัดขึ้น ขณะที่เฟดถูกคาดหมายว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจากการเติบโตของสหรัฐที่ยังดี ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England หรือ BoE) อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ข้อมูลเงินเฟ้อสหราชอาณาจักรล่าสุดของเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 3.2% และลดลงยาก แต่สุญญากาศทางการเมืองในเวลานี้ทำให้ BoE แทบไม่สามารถ “คุมเข้มนโยบายการเงิน” (tighten: ขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่อง เพื่อกดเงินเฟ้อและหนุนค่าเงิน) ได้เพื่อพยุงสกุลเงิน
การวางสถานะของนักเก็งกำไรสะท้อนมุมมองเชิงลบนี้อยู่แล้ว ซึ่งยืนยันว่าแนวโน้มมีแรงส่ง โดยรายงาน Commitment of Traders (COT: รายงานของหน่วยงานกำกับสหรัฐที่บอกสถานะซื้อขายสุทธิของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดฟิวเจอร์ส) ล่าสุดชี้ว่า “สถานะขายสุทธิ” ต่อเงินปอนด์ (net-short: ถือฝั่งได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) เพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 สัญญาในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเดิมพันว่าค่าเงินจะอ่อนค่าต่อ
การประชุมสหรัฐ–จีนที่กำลังจะมาถึงเป็นแหล่งความเสี่ยงต่อทั้งตลาด หากผลออกมาดีเกินคาด อาจทำให้ดอลลาร์ซึ่งมักถูกมองเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven: ทรัพย์สินที่คนแห่ถือเมื่อเสี่ยงสูง) อ่อนลงชั่วคราว และช่วยให้ปอนด์รีบาวด์สั้น ๆ อย่างไรก็ตาม การดีดตัวดังกล่าวควรถูกมองเป็นจังหวะขาย เพราะไม่ได้เปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่กดดันสหราชอาณาจักรอยู่ในขณะนี้