กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ปักกิ่งต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเดินเรือให้เร็วที่สุด และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงอย่างครอบคลุมและยั่งยืนโดยเร็ว
กระทรวงฯ ระบุว่า หากคลี่คลายได้เร็วจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ อิหร่าน และประเทศในภูมิภาค หลังถ้อยแถลงดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบ WTI แทบไม่ขยับ และเพิ่มขึ้น 0.3% มาอยู่ราว 98.10 ดอลลาร์
WTI (West Texas Intermediate) คือ “น้ำมันดิบมาตรฐาน” ที่ซื้อขายในตลาดโลก ควบคู่กับน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และดูไบ (Dubai) โดยมักถูกเรียกว่า “ไลท์” และ “สวีท” หมายถึงเป็นน้ำมันดิบที่ค่อนข้างเบาและมีกำมะถันต่ำ จึงกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้ง่ายกว่า WTI ผลิตในสหรัฐ และส่งมอบ/กระจายผ่านศูนย์กลางคุชชิง (Cushing hub) ซึ่งเป็นจุดสำคัญของคลังเก็บและท่อส่งในสหรัฐ
ราคาน้ำมัน WTI ถูกขับเคลื่อนหลักจากอุปสงค์-อุปทาน (ความต้องการใช้และปริมาณมีอยู่) รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ความไม่สงบทางการเมือง สงคราม มาตรการคว่ำบาตร การตัดสินใจของโอเปก (OPEC: กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็มีผลต่อราคา เพราะน้ำมันซื้อขายกันเป็น “ดอลลาร์สหรัฐ”
รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จาก API และ EIA มักทำให้ราคาแกว่ง โดยรายงานเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์-อุปทาน API คือสถาบันน้ำมันของสหรัฐ (American Petroleum Institute) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากภาคเอกชน ส่วน EIA คือสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (Energy Information Administration) ซึ่งตลาดมักมองว่าน่าเชื่อถือกว่า โดยผลทั้งสองชุดใกล้เคียงกันภายใน 1% ราว 75% ของเวลา
โอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศ และกำหนด “โควตาการผลิต” (เพดาน/เป้าหมายการผลิตของแต่ละประเทศ) ในการประชุมปีละ 2 ครั้ง ส่วนโอเปกพลัส (OPEC+) คือการรวมโอเปกกับชาติผู้ผลิตนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย