สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC: คณะกำหนดดอกเบี้ย) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ฮิว พิลล์ ระบุว่าเขาไม่คาดว่า “ผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง” (second-round effects: เงินเฟ้อที่ลามจากราคาสินค้าไปสู่ค่าแรงและราคาบริการผ่านพฤติกรรมการตั้งราคา/การต่อรองค่าแรง) จะแรงเท่าปี 2022 โดยย้ำว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดจาก “พฤติกรรม” และขึ้นอยู่กับสิ่งที่ BoE จะทำต่อไป
เขากล่าวว่า ความอ่อนแอของตลาดแรงงานทำให้ผลกระทบเงินเฟ้อรอบสองน่าจะอ่อนลงเมื่อเทียบกับปี 2022 พร้อมระบุว่ายังไม่ชัดว่าตลาดแรงงาน “ผ่อนคลาย” (loose: คนหางานมาก ตำแหน่งงานว่างน้อย กดดันค่าแรงลดลง) เท่าช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งในปี 2008 หรือ 2011 หรือไม่
เขากล่าวว่า ข้อมูล GDP ล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจยัง “พอมีแรงพยุงตัว” พร้อมเตือนว่าไม่ควรปล่อยให้ “พลวัตเงินเฟ้อ” หลุดจากการควบคุม (unmoored: ความคาดหวังเงินเฟ้อของคนและธุรกิจไม่ยึดกับเป้าหมาย ทำให้ตั้งราคา/เรียกค่าแรงสูงต่อเนื่อง)
เขาระบุว่า แม้ “ภาวะการเงินตึงตัว” (tighter financial conditions: กู้ยืมแพงขึ้น เครดิตเข้มงวดขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น) ก็ไม่ได้ทำให้ BoE ไม่ต้องตัดสินใจว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ และมองว่าการขึ้นดอกเบี้ย “เร็วแต่ไม่มาก” จะเป็นผลดี
เขากล่าวว่า การรอจนแรงกดดันจากตลาดบังคับให้ต้องทำ จะยิ่งทำให้ BoE ทำงานยากขึ้น พร้อมระบุว่าเขายังบอกไม่ได้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือจะนำไปสู่ “ช่วงคงดอกเบี้ยสูง” (rate plateau: ระดับดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ช่วงหนึ่ง)
เขากล่าวว่า ภาวะการคลังและสถานการณ์โลกกำลังกระทบอัตราดอกเบี้ยตลาดระยะยาว และปัจจัยเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อด้วย
ธนาคารกลางอังกฤษกำลังส่งสัญญาณว่าอยาก “ขึ้นเร็วแต่ไม่มาก” เพื่อบริหาร “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (inflation expectations: ภาพที่คนเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ระดับใด ซึ่งมีผลต่อการตั้งราคาและการขึ้นค่าแรง) ตลาดจึงควรเตรียมรับความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววัน มากกว่ารอให้ตลาดกดดันจนต้องทำ โดย BoE กำลังสื่อว่า “ทำก่อน” จะเจ็บน้อยกว่า
มุมมองนี้ยิ่งชัดจากข้อมูลล่าสุดที่ชี้ว่าเงินเฟ้อสหราชอาณาจักรเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 3.1% ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างเหนียวแน่น ธนาคารกลางไม่สามารถปล่อยให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดจากเป้าเหมือนช่วงวิกฤตปี 2022 ได้ ทำให้การขยับดอกเบี้ยเชิงป้องกันในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้ามีโอกาสสูง
อย่างไรก็ดี BoE ยอมรับว่าตลาดแรงงานอ่อนลงเมื่อเทียบกับไม่กี่ปีก่อน ตัวเลขจาก ONS (สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร) ระบุว่าอัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.5% ในไตรมาส 1/2026 ความอ่อนแอนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันค่าแรงและผลกระทบเงินเฟ้อรอบสองจะไม่รุนแรงเท่าปี 2022 จึงสนับสนุนแนวคิด “ขึ้นไม่มาก” มากกว่าขึ้นแรง
หากย้อนดูที่ผ่านมา การขึ้นดอกเบี้ยถี่และต่อเนื่องในปี 2022–2023 เป็นการตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่พุ่งจนเกิน 11% ขณะที่ภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเปราะบางกว่า โดย GDP ไตรมาส 1/2026 โตเพียง 0.2% BoE ต้องการหลีกเลี่ยงการทำซ้ำความผิดพลาดเดิม แต่ก็ถูกจำกัดด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนกว่าเดิม
สำหรับการวางสถานะลงทุน หมายความว่า “ส่วนต้นของเส้นโค้ง SONIA” (front end of the SONIA curve: การคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดที่อ้างอิง SONIA ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนของตลาดอังกฤษ) น่าจะถูกปรับให้สูงขึ้น ควรคาดว่าตลาดจะ “รับรู้ราคา” (priced in: สะท้อนในราคาสินทรัพย์แล้ว) การขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 25 เบซิสพอยต์ (0.25%) สำหรับการประชุม MPC ครั้งถัดไปอย่างเต็มที่ กลยุทธ์ในตลาดออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) ที่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นเล็กน้อยของดอกเบี้ยระยะสั้นในระยะใกล้จึงดูน่าสนใจ
ในตลาดเงินตราต่างประเทศ โทน “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) น่าจะช่วยพยุงเงินปอนด์ได้บ้าง เห็นโอกาสในออปชัน Call ของ GBP ระยะสั้น (สิทธิซื้อปอนด์ในราคาที่กำหนด) เทียบยูโรและดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การเน้นว่าเป็นการขยับ “ไม่มาก” ทำให้โอกาสพุ่งแรงมีจำกัด จึงเหมาะกับกลยุทธ์ที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนและความเสี่ยงชัดเจน
ธนาคารกลางย้ำชัดว่ายังบอกไม่ได้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นเพียงช่วงสั้นหรือเป็นจุดเริ่มของช่วงคงดอกเบี้ยสูง ความไม่แน่นอนแบบ “อิงข้อมูล” (data-dependent: ตัดสินใจตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา) ทำให้ต้องติดตามข้อมูลค่าแรงและราคาอย่างใกล้ชิด หากเห็นสัญญาณเงินเฟ้อฝังตัว ก็อาจมีการขึ้นเพิ่มได้ ขณะที่หากตลาดแรงงานอ่อนลงต่อ ก็อาจเป็นการขึ้นครั้งเดียวแล้วหยุด (one-and-done: ทำครั้งเดียวแล้วจบ)