GBP/USD ยังคงถูกกดดันในวันพฤหัสบดี จากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหราชอาณาจักรที่เพิ่มขึ้น โดยซื้อขายใกล้ 1.3482 ณ เวลาที่รายงาน ลดลงเกือบ 0.30% และปรับลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
รายงานอัปเดตภายหลังระบุว่า คู่เงินอยู่แถว 1.3520 แทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันนั้น โดยเริ่มทรงตัวหลังย่อตัวจากจุดสูงสุดช่วงต้นสัปดาห์ที่ 1.3650
ข้อมูลเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรที่ประกาศวันพฤหัสบดีออกมาดีกว่าตลาดคาด รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP: มูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ประเทศผลิตได้) และตัวเลขภาคการผลิต ซึ่งถูกมองว่าอาจช่วยพยุงเงินปอนด์
ช่วงตลาดเอเชีย GBP/USD ทรงตัวใกล้ 1.3520 หลังปรับลง 3 วันติด นักลงทุนรอ GDP ไตรมาส 1/2026 ของสหราชอาณาจักร (ตัวเลขเบื้องต้น: ประมาณการรอบแรกที่อาจมีการปรับภายหลัง) รวมถึงตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต (Industrial/Manufacturing Production: ปริมาณการผลิตของโรงงานและภาคอุตสาหกรรม) ที่จะประกาศในวันเดียวกัน และติดตามความคืบหน้าการพบกันระหว่างทรัมป์–สีจิ้นผิง
ขณะนี้เงินปอนด์ยังยืนเหนือระดับ 1.3500 ได้ยาก โดยถูกหนีบระหว่างข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้นกับแรงกดดันจากต่างประเทศ ตัวเลขล่าสุดชี้ GDP สหราชอาณาจักรขยายตัว 0.4% ในไตรมาสแรก สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของตลาดที่ 0.2% แต่ยังไม่พอเปลี่ยนทิศทางขาลง ทำให้แนวโน้มระยะใกล้ยังตึงตัว
แรงหนุนของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญ จากสัญญาณล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: หน่วยงานกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ) ตลาดประเมินโอกาส 75% ที่สหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนก.ค. ทำให้แนวทางนโยบายดอกเบี้ยของสองฝั่ง “ต่างกัน” (policy divergence: ฝั่งหนึ่งมีแนวโน้มตึงตัวกว่าอีกฝั่ง) ซึ่งกดดัน GBP/USD และเป็นแรงหลักที่ฉุดคู่เงินลงจากโซน 1.3650
แรงกดดันยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหราชอาณาจักร โดยมีกระแสข่าวอาจมีการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวัง ดัชนีความผันผวนเงินปอนด์ของ CBOE (BPVIX: ตัวชี้วัด “ความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์” จากราคาออปชัน หรือ implied volatility) ปรับขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 11.5 สะท้อนว่าตลาดคาดการแกว่งตัวแรงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ความผันผวนที่สูงขึ้นหมายถึงราคามีโอกาสสวิงขึ้นลงเร็วและแรง (chop: แกว่งแรงไร้ทิศทางชัด)
ควรพิจารณาซื้อออปชันแบบพุต (put option: สิทธิในการขายที่ราคาที่กำหนด) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ต่ำกว่า 1.3450 เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากหลุดลงแรง (hedge: ลดผลกระทบของการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์) กลยุทธ์นี้จำกัดความเสียหายสูงสุดไว้ที่ค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) และยังได้ประโยชน์หากราคาร่วงจากข่าวการเมืองหรือดอลลาร์แข็งต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก
เรายังจำสถานการณ์คล้ายกันปลายปี 2025 ที่แรงเสียดทานทางการเมืองทำให้คู่เงินร่วง 4% ก่อนที่ข่าวเศรษฐกิจที่แข็งแรงจะทำให้ฟื้นตัวเร็ว บทเรียนคือ แม้ความเสี่ยงขาลงชัดเจน แต่ตลาดกลับทิศได้กะทันหัน ดังนั้นการใช้ออปชันที่มีวันหมดอายุชัดเจน (expiry: วันที่สัญญาสิ้นสุด) เช่น ปลายเดือนมิ.ย.หรือก.ค. จึงเหมาะกว่า
สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจทิศทาง แต่คาดว่าจะ “เบรก” แรง (decisive break: หลุดกรอบ/ทะลุแนวรับแนวต้านอย่างมีนัยสำคัญ) การทำกลยุทธ์ลองสแตรดเดิล (long straddle: ซื้อคอลและพุตพร้อมกัน) อาจได้ผล โดยซื้อออปชันคอล (call option: สิทธิในการซื้อที่ราคาที่กำหนด) และพุต ที่มีราคาใช้สิทธิและวันหมดอายุเดียวกัน เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง เป็นการเก็ง “ความผันผวนเพิ่มขึ้น” โดยตรงตามที่ตลาดกำลังสะท้อนอยู่ ณ ขณะนี้