นักกลยุทธ์ของ TD Securities คาดว่า ดอลลาร์สหรัฐ (USD) จะเคลื่อนไหว “ในกรอบ” ในระยะใกล้ โดยมองว่าเกิดจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยัง “คงดอกเบี้ย” (ไม่ขึ้นและไม่ลดดอกเบี้ย) ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดหุ้น และสถานะการถือครองในตลาด (market positioning: การที่นักลงทุนถือฝั่งซื้อ/ขายเงินดอลลาร์ไว้มากน้อยแค่ไหน) ยังช่วยพยุงค่าเงิน
พวกเขายังคาดว่า USD จะอ่อนค่าลงในปี 2026 โดยให้เหตุผลว่า ความเสี่ยงด้านลบจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้ม “เข้าใกล้” ระดับของสหรัฐ (global rates converging: ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างประเทศต่าง ๆ กับสหรัฐแคบลง ทำให้เงินไหลเข้าดอลลาร์ลดลง)
TD ระบุว่า 98.00 บนดัชนี DXY (DXY index: ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) เป็นระดับอ้างอิงสำคัญที่เชื่อมโยงกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือสำคัญของน้ำมัน) โดยคาดว่า USD จะยืนต่ำกว่า 98.00 ได้อย่างต่อเนื่องเมื่อมีข้อยุติที่ทำให้ช่องแคบกลับมาเปิดได้แบบค่อยเป็นค่อยไป
บันทึกดังกล่าวยังชี้ถึง “แรงส่ง” ของข้อมูลแรงงานสหรัฐ (labour data momentum: แนวโน้มตัวเลขแรงงานที่ยังออกมาดีต่อเนื่อง) และการที่หุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโลกในเดือนเมษายน พร้อมเสริมว่า มุมมองปี 2026 รวมถึงท่าที Fed ที่ “ไม่เข้มงวด” (less hawkish: ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย) มากเท่าธนาคารกลางหลักบางแห่ง
เมื่อย้อนดูบทวิเคราะห์ปี 2025 มุมมองคือดอลลาร์จะติดกรอบก่อนจะอ่อนลงในช่วงหลังของปี 2026 ซึ่งโดยภาพรวมยังเป็นไปตามนั้น เพราะตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (non-farm payrolls: จำนวนงานใหม่ในสหรัฐนอกภาคเกษตร) เดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง ทำให้ดอลลาร์ยังไม่ถูกขายลงแรงในตอนนี้
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านยังช่วยหนุนดอลลาร์ แม้มีความคืบหน้าทางการทูตบ้าง แต่ DXY ยังยืนเหนือ 98.00 และล่าสุดอยู่ราว 101.20 สะท้อนว่าในค่าเงินยังมี “ส่วนชดเชยความเสี่ยง” (risk premium: ราคาที่ตลาดยอมจ่ายเพิ่มเพื่อป้องกันความเสี่ยง) ทำให้ค่าเงินมีแนวรับ
อย่างไรก็ดี แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลก “ไล่ตาม” สหรัฐเริ่มชัดเจน โดยเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 2.8% ต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อมากขึ้น) ส่งผลให้ช่องว่างนโยบายกับ Fed แคบลง ซึ่งเป็นแรงกดดันหลักต่อดอลลาร์ตามที่คาดไว้
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือที่มูลค่าอ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน) ภาพนี้หมายถึงดอลลาร์ยังแกว่งในกรอบ แต่แรงกดดันขาลงกำลังก่อตัว กลยุทธ์ขายความผันผวนระยะสั้น (short-dated volatility: ทำกำไรเมื่อราคาไม่แกว่งแรง) ด้วย “ไอรอนคอนดอร์” หรือ “สแตรงเกิล” (iron condor/strangle: กลยุทธ์ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาเคลื่อนในกรอบ) ในคู่เงินดอลลาร์อาจเหมาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ เพราะสามารถรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าธรรมเนียมหรือราคาออปชันท่ีผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขาย) จากการที่ดอลลาร์ไม่หลุดกรอบ
ระยะถัดไป ควรเริ่มวางตำแหน่งรับดอลลาร์อ่อนในครึ่งหลังของปี โดยการซื้อพุตออปชันที่ราคาใช้สิทธิ “นอกเงิน” (out-of-the-money put: พุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน เหมาะกับมุมมองว่าราคาจะลงแรง) บน DXY ที่หมดอายุเดือนกันยายนหรือธันวาคม 2026 เป็นวิธีต้นทุนต่ำเพื่อถือมุมมอง “ขาลง” (bearish exposure: ได้ประโยชน์เมื่อดอลลาร์อ่อน) ลักษณะคล้ายปี 2017 ที่ดอลลาร์ทรงตัวช่วงหนึ่งก่อนอ่อนค่า เมื่อการเติบโตและการคุมเข้มนโยบายการเงินในประเทศอื่นเร่งตัวขึ้น