มาเลเซียคงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง RON 95 ซึ่งประชาชนใช้เป็นหลักไว้เท่าเดิม ทำให้ภาระงบประมาณจากเงินอุดหนุน (subsidy: การที่รัฐช่วยจ่ายแทนเพื่อกดราคา) จำกัดอยู่ราว 0.2% ของ GDP (GDP: มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) หากราคาน้ำมันดิบทั้งปีอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ต้นทุนเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่าจะยังอยู่ในกรอบดังกล่าว หากราคาเฉลี่ยน้ำมันไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี หากค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ต้นทุนเงินอุดหนุนสูงขึ้น (เพราะต้องจ่ายค่านำเข้าพลังงานเป็นดอลลาร์มากขึ้น)
ประเมินต้นทุนเงินอุดหนุนอยู่ที่ 0.2% ของ GDP ในมาเลเซีย และ 0.6% ของ GDP ในอินโดนีเซีย โดยสมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ใกล้ระดับปัจจุบัน ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน
ประเทศที่ถูกมองว่าเสี่ยงมาก ได้แก่ ประเทศที่มีภาระดอกเบี้ยสูง เช่น อินเดีย ความเสี่ยงยังเกี่ยวข้องกับอายุหนี้ที่สั้นกว่า (debt maturities: ระยะเวลาครบกำหนดของหนี้) สัดส่วนหนี้ที่ต่างชาติถือครองมากในอินโดนีเซียและมาเลเซีย และสัดส่วนหนี้สกุลเงินต่างประเทศสูงในอินโดนีเซีย (foreign-currency debt: หนี้ที่กู้เป็นเงินสกุลอื่น เช่น ดอลลาร์)
ในมาเลเซีย หนี้รัฐบาลอยู่ที่ 65.3% ของ GDP โดย 21.1% ของทั้งหมดถือโดยผู้พำนักต่างชาติ อายุหนี้ที่ยาว และตลาดทุนภายในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความไวต่อการแกว่งของอัตราผลตอบแทนโลก (global yield swings: การขึ้นลงของผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลก)
เรามองฐานะการคลังของมาเลเซีย “ทรงตัวแบบมีเงื่อนไข” โดยมีปัจจัยหลักจากการบริหารเงินอุดหนุนน้ำมัน RON 95 ความทรงตัวนี้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบต้องไม่เกินระดับสำคัญ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานน้ำมันดิบตลาดโลก) ขยับขึ้นไปแตะ 96 ดอลลาร์จากความกังวลด้านอุปทาน ทำให้เพดานดังกล่าวเริ่มถูกทดสอบ
ค่าเงินริงกิตมาเลเซียเป็นตัวชี้หลักที่ต้องจับตาเมื่อเกิดแรงกดดันด้านการคลัง ค่าเงินทรงตัวแถว 4.75 ต่อดอลลาร์ แต่ยังจำความผันผวนในช่วงราคาสินค้าโภคภัณฑ์แกว่งในปี 2025 การซื้อออปชัน USD/MYR แบบคอลที่อยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money call options: สิทธิซื้อเงินดอลลาร์เทียบริงกิตที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน จ่ายเบี้ยต่ำกว่าแต่ได้ประโยชน์หากราคาทะลุขึ้นแรง) เป็นวิธีต้นทุนต่ำเพื่อเตรียมรับความเป็นไปได้ที่ค่าเงินจะไหลออกกรอบหากราคาน้ำมันขึ้นต่อ
แม้อายุหนี้รัฐบาลที่ยาวช่วยกันกระแทก แต่สัดส่วนต่างชาติถือครอง 20.5% ยังเป็นจุดเปราะบางสำคัญ ปีนี้เห็นสัดส่วนต่างชาติลดลงเล็กน้อย สะท้อนความไวต่อทิศทางผลตอบแทนโลก หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณคุมเงินเฟ้อเข้มงวดกว่าคาด (hawkish: เน้นขึ้นดอกเบี้ย/คุมเข้ม) อาจกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซีย (MGS: Malaysian Government Securities หรือพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซีย) ปรับสูงขึ้น
ในเชิงเปรียบเทียบมูลค่า (relative value: การเทียบความน่าสนใจของสินทรัพย์ระหว่างกัน) มาเลเซียดูรับแรงกระแทกได้มากกว่าบางประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซียเผชิญต้นทุนเงินอุดหนุนสูงกว่า และเสี่ยงจากหนี้สกุลเงินต่างประเทศมากกว่า การทำกลยุทธ์คู่ (pair trade: ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์หนึ่งพร้อมกันเพื่อลดความเสี่ยงตลาดโดยรวม) โดย “ซื้อ” ริงกิตมาเลเซียและ “ขาย” รูเปียห์อินโดนีเซีย อาจช่วยกันความเสี่ยงตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมได้