ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขนี้สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.3%
เงินเฟ้อพื้นฐานฝั่งผู้ผลิต (core PPI: PPI ที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออกเพื่อดูแรงกดดันราคาแท้จริง) เดือนเมษายนออกมาร้อนแรงเกินคาดที่ 5.2% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาพื้นฐานยังไม่เย็นลง ตลาดจึงจับตาทิศทาง “ดอกเบี้ยนโยบาย” (อัตราดอกเบี้ยที่ Fed ใช้กำหนดท่าทีการเงินของประเทศ) ต่อจากนี้
ควรเตรียมรับท่าที “เข้มงวดมากขึ้น” (hawkish: เน้นสกัดเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) จาก Fed ซึ่งหมายถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม หรือคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด สะท้อนมุมมองดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น มองการเปิดสถานะ “ขาย” (short: ทำกำไรเมื่อราคาลง) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย SOFR (Secured Overnight Financing Rate: อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนที่มีหลักประกันในสหรัฐฯ ใช้เป็นอ้างอิงสำคัญของตลาดดอกเบี้ย) รวมถึงกลยุทธ์ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต) ที่ได้ประโยชน์เมื่อ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร โดยทั่วไปจะสูงขึ้นเมื่อดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้น) ปรับขึ้น
สำหรับตลาดหุ้น นี่เป็นแรงกดดัน เพราะดอกเบี้ยสูงทำให้มูลค่าประเมินของบริษัท (valuation: ราคาที่ตลาดให้กับบริษัท) มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี จึงอาจพิจารณาซื้อออปชัน “พุต” (put option: สิทธิในการขาย ราคาได้ประโยชน์เมื่อราคาหุ้น/ดัชนีลง) บนดัชนีใหญ่ เช่น S&P 500 เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือทำกำไรหากตลาดปรับฐาน อีกทางคือการ “ขายคอลสเปรด” (call spread: กลยุทธ์ออปชันที่จำกัดกำไรด้านขึ้น เหมาะเมื่อมองว่าตลาดขึ้นได้จำกัด) สำหรับผู้ที่คาดว่าด้านบวกถูกจำกัด
ความประหลาดใจด้านเงินเฟ้อที่ออกมาสูงแบบนี้มักทำให้ความไม่แน่นอนของตลาดพุ่งขึ้น เราคาดว่าดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์จากออปชันของ S&P 500 มักถูกเรียกว่า “ดัชนีความกลัว”) มีโอกาสปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวแถว 14 การซื้อคอลออปชันของ VIX หรือสัญญาล่วงหน้า (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า) อาจเป็นวิธีเล่นมุมมองว่าความผันผวนจะเพิ่มขึ้นโดยตรง
ข้อมูลนี้ตอกย้ำถ้อยแถลงเชิงเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ Fed ในสัปดาห์ก่อนที่ระบุว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย โดยหลังการประกาศตัวเลขเช้านี้ เครื่องมือ CME FedWatch (เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลจากตลาดสัญญาล่วงหน้าเพื่อประเมินโอกาสการขึ้น/ลงดอกเบี้ย) ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักโอกาส 70% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% (25 basis points: 1 bps = 0.01% ดังนั้น 25 bps = 0.25%) ในการประชุมเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นจากเพียง 25% เมื่อวาน สะท้อนการปรับคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
จุดสนใจถัดไปคือรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) เพื่อดูว่าแรงกดดันด้านราคาฝั่งผู้ผลิตถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคหรือไม่ หาก CPI ออกมาร้อนแรงเช่นกัน โอกาสสูงที่ Fed จะเดินนโยบายเข้มงวดมากขึ้น และจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็วตามข้อมูลใหม่ที่ทยอยออกมา