GBP/USD ปรับขึ้นมาที่ราว 1.3630 ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้น 0.54% ในวันเดียว โดยขยับขึ้นหลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ภายหลังรายงานการจ้างงานสหรัฐ (employment report: รายงานที่สรุปตัวเลขงานและค่าจ้าง ซึ่งมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ย)
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Nonfarm Payrolls: จำนวนตำแหน่งงานใหม่ในเศรษฐกิจสหรัฐ ยกเว้นภาคเกษตร) เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน สูงกว่าคาด 62,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมีนาคมถูกปรับเพิ่มเป็น 185,000 จาก 178,000 ส่วนอัตราว่างงาน (Unemployment Rate: สัดส่วนคนว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ทรงตัวที่ 4.3%
ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง (Average Hourly Earnings: ตัวชี้วัดการเติบโตของค่าจ้างซึ่งกระทบเงินเฟ้อ) เพิ่มขึ้น 3.6% เทียบกับคาด 3.8% ทำให้ความกังวลแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนลง และหนุนความคาดหวังว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจลดดอกเบี้ยในอนาคต
ความต้องการรับความเสี่ยงของตลาด (risk appetite: ภาวะที่นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ดีขึ้นจากความหวังต่อการเจรจาสหรัฐ–อิหร่าน แม้มีรายงานสหรัฐโจมตีทางอากาศใส่เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ลดลงไปใกล้ 97.90
ฝั่งอังกฤษ เงินปอนด์เคลื่อนไหวทรงตัวแม้มีผลเลือกตั้งท้องถิ่นเบื้องต้น โดยพรรคแรงงานเสียการควบคุมสภาท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่ Reform UK ทำคะแนนเพิ่มขึ้น และเคียร์ สตาร์เมอร์ระบุว่าไม่ได้พิจารณาลาออก
ถ้อยแถลงจากธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: ธนาคารกลางสหราชอาณาจักร) ยังช่วยพยุงปอนด์ โดยผู้ว่าการแอนดรูว์ เบลีย์ กล่าวว่า BoE อาจดำเนินนโยบายอย่าง “เข้มข้น” หากความตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อ หลังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate: ดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางการเงิน) ไว้ที่ 3.75%
มองย้อนกลับไปช่วงเวลาเดียวกันในปี 2025 เงินปอนด์แข็งค่ามากเมื่อเทียบดอลลาร์ หลังการเติบโตของค่าจ้างสหรัฐชะลอลง ทำให้ตลาดเพิ่มเดิมพันว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย ตลาดมีมุมมองเชิงบวก ดัน GBP/USD เหนือ 1.36 ขณะที่ BoE ยังส่งสัญญาณเข้มงวดต่อเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยนโยบาย 3.75% จนเกิดภาพ “นโยบายสวนทางกัน” (policy divergence: ธนาคารกลางสองฝั่งดำเนินนโยบายต่างทิศ) ที่เอื้อเงินปอนด์
อย่างไรก็ดี วันนี้โอกาสที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน (easing: ลดดอกเบี้ย/ทำให้การเงินตึงน้อยลง) ยังไม่ชัดเจน ซึ่งควรนำมาประกอบการวางกลยุทธ์ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดยังลดลงยาก (sticky: ลดลงช้า/ดื้อด้าน) โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) อยู่ใกล้ 3.4% สูงกว่าเป้าหมายของเฟด แม้ตลาดแรงงานเย็นลง โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเฉลี่ยราว 180,000 ตำแหน่งในช่วงต้นปี 2026 แต่ยังไม่อ่อนแอพอที่จะกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยแรง
อีกด้านหนึ่ง ความเข้มงวดแบบ “สายเหยี่ยว” ของ BoE ในปีก่อน (hawkish: มีแนวโน้มคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/เข้มงวด) อ่อนลงมาก เศรษฐกิจอังกฤษเฉียดหลุดภาวะถดถอยยาว (recession: เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง) ตลอดปี 2025 แต่การเติบโตยังซบเซาที่เพียง 0.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้ออังกฤษลดลงเร็วเกินคาดมาอยู่ที่ 2.1% ทำให้ตลาดเริ่ม “ประเมินราคา” (pricing in: สะท้อนคาดการณ์ไว้ในราคาแล้ว) ว่า BoE จะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้
การเปลี่ยนทิศดังกล่าวทำให้นักลงทุนควรพิจารณาวางสถานะ (positioning: การถือฝั่งซื้อ/ขายในตลาด) ให้สอดคล้องกับโอกาสที่ GBP/USD จะต่ำกว่าจุดสูงในปี 2025 ความได้เปรียบด้านดอกเบี้ยของเงินปอนด์กำลังหายไป ทำให้การถือสถานะซื้อ (long positions: ถือฝั่งที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาเพิ่มขึ้น) น่าดึงดูดน้อยลง ควรใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (forward contracts: สัญญาตกลงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อส่งมอบในอนาคต) เพื่อตรวจดูว่าตลาดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร เพราะส่วนเพิ่ม/ส่วนลดจากการถือเงินปอนด์ (premium: ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากส่วนต่างดอกเบี้ย/ต้นทุนการถือครอง) ลดลง