เงิน (XAG/USD) ลดช่วงหนึ่งของกำไรในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางข่าวตะวันออกกลางที่ทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น โดยซื้อขายใกล้ 79.62 ดอลลาร์ หลังขึ้นไปแตะราว 82.00 ดอลลาร์ และยังบวกเกือบ 3% ในวันเดียวกัน
อิหร่านออกกฎใหม่สำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ CNN รายงาน ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของปริมาณการไหลเวียนน้ำมันทั่วโลก
ผลกระทบต่อตลาดและปฏิกิริยาของราคาเงิน
ความตึงเครียดต่อเนื่องบริเวณช่องแคบช่วยพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ระดับสูง เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ และหนุนมุมมองว่า “ธนาคารกลางจะเข้มงวด” (hawkish = มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูง/ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ) ส่งผลให้ราคาเงินปรับขึ้นต่อได้จำกัด
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวเรื่องความเป็นไปได้ของการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านเพื่อยุติสงคราม ช่วยพยุงราคาเงินระยะสั้น และสัญญาณทางเทคนิค (technical signals = ตัวชี้วัดจากกราฟราคาเพื่อประเมินแนวโน้ม) ยังให้น้ำหนักเชิงบวก
บนกราฟรายวัน ราคาอยู่เหนือเส้นกลางของ Bollinger Bands ที่อิงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day SMA; SMA = ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังแบบง่าย) ที่ 76.32 ดอลลาร์ และกำลังเคลื่อนไปหาเส้นบนใกล้ 81.43 ดอลลาร์ ดัชนี RSI (14) อยู่ที่ 57 (RSI = ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย; ค่ามากขึ้นสะท้อนแรงซื้อเพิ่ม) ส่วน ADX (14) อยู่ราว 12.76 (ADX = ตัวชี้วัดความแข็งแรงของแนวโน้ม; ค่าต่ำหมายถึงแนวโน้มยังไม่ชัด)
แนวต้านอยู่ที่ 81.43 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 76.32 ดอลลาร์ และถัดไปใกล้เส้นล่างราว 71.21 ดอลลาร์ โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้จัดทำโดยมีเครื่องมือ AI ช่วย
กลยุทธ์เทรดในกรอบที่ผันผวน
ตลาดเงินกำลังอยู่ในภาวะ “แรงซื้อกับแรงขายดึงกันคนละทาง” โดยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาผันผวนรายวัน กฎใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งข้อมูลดาวเทียมของสัปดาห์ที่แล้วระบุว่าทำให้การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันชะลอลงเกือบ 15% ช่วยพยุงราคาน้ำมัน และหนุนมุมมองว่า ธนาคารกลางอาจลังเลที่จะลดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี สัญญาณเรื่อง “ช่องทางการทูต” สหรัฐ–อิหร่าน (diplomatic channel = การเปิดทางเจรจาอย่างเป็นทางการ/ไม่เป็นทางการ) ช่วยจำกัดด้านล่างของราคา ทำให้เกิดกรอบให้เทรดได้ ภาพเทคนิคยังสนับสนุนความหวังแบบระมัดระวัง โดยราคาเงินยังยืนเหนือแนวรับ 76.32 ดอลลาร์ได้ดี ระดับที่ตลาดจับตาคือการทะลุแนวต้าน 81.43 ดอลลาร์อย่างชัดเจน เพื่อยืนยันแนวโน้มที่แข็งแรงขึ้น
ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์ที่เน้นได้ประโยชน์จาก “ความผันผวน” (long volatility = กลยุทธ์ที่ได้กำไรเมื่อราคาขยับแรง ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) อาจเหมาะในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ผู้เทรดอาจพิจารณาซื้อ straddle หรือ strangle (กลยุทธ์ออปชันที่ซื้อสิทธิ “ซื้อและขาย” เพื่อหวังทำกำไรจากการแกว่งแรงของราคา) เพื่อเกาะโอกาสจากการแกว่งครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งขึ้นจากข่าวข้อตกลงสันติภาพ หรือร่วงแรงหากการเจรจาล้มเหลว แนวทางนี้ช่วยลดความจำเป็นต้องเดาทิศทางล่วงหน้า
สำหรับผู้ที่มองบวกต่อราคาเงิน อาจใช้การขาย put credit spread แบบอยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money = ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาปัจจุบัน) โดยกำหนดราคาใช้สิทธิด้านล่างให้ต่ำกว่าแนวรับสำคัญ 76.32 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้คือการขายพุทและซื้อพุทอีกตัวเพื่อ “รับค่าเบี้ยประกัน” (premium = เงินที่ได้รับ/จ่ายจากการซื้อขายออปชัน) พร้อมจำกัดความเสี่ยงไว้เป็นกรอบ โดยคาดว่าราคาเงินจะไม่ทรุดหนักระหว่างที่กระบวนการทูตยังดำเนินอยู่
ฉากหลังหลักยังเป็นเงินเฟ้อที่ลดลงช้า โดยข้อมูล Core PCE (Core PCE = เงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐที่ตัดหมวดอาหารและพลังงานออก) เดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 3.1% ทำให้เฟดยังต้องระวัง ข้อมูล Commitment of Traders หรือ COT (COT = รายงานสถานะการถือครองสัญญาฟิวเจอร์สของกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าแม้นักเก็งกำไรรายใหญ่ยังถือสถานะ “สุทธิฝั่งซื้อ” (net-long = ถือสัญญาซื้อรวมมากกว่าสัญญาขาย) แต่ลดขนาดสถานะลงเล็กน้อย สะท้อนว่าฝั่งมองบวกเองก็ยังระมัดระวังจนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น