ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (Initial Jobless Claims: จำนวนผู้ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือว่างงานครั้งแรก) อยู่ที่ 200,000 ราย ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พฤษภาคม ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 205,000 ราย
ตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด 5,000 ราย โดยเป็นข้อมูลรายสัปดาห์ที่ใช้ติดตามแนวโน้มการยื่นขอรับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการว่างงาน
สัญญาณตลาดแรงงานและความคาดหวังต่อเฟด
ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสัปดาห์ล่าสุดออกมาดีกว่าคาดที่ 200,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยัง “ตึงตัว” (หมายถึงแรงงานหายาก นายจ้างยังต้องการจ้างงานสูง ทำให้การว่างงานไม่เพิ่มง่าย) ซึ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ และทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองว่าเฟดอาจยังคงท่าทีเข้มงวด (Hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ จึงมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ย) ต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูร้อน
จากข้อมูลนี้ ความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินว่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม (ที่สะท้อนผ่าน Fed Funds futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ใช้อ่านความคาดหวังดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ) ลดลงจากมากกว่า 50% เหลือใกล้ 35% ผู้ลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่อยู่สูงต่อเนื่อง (higher for longer: ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด) เช่น การขายคอลออปชันที่อยู่นอกระดับราคาปัจจุบันมาก (out-of-the-money call options: สัญญาออปชัน “สิทธิซื้อ” ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดมาก มักได้ค่าเบี้ย แต่มีความเสี่ยงหากราคาสินทรัพย์พุ่งแรง) บนกองทุน ETF ตราสารหนี้ หรือปรับสถานะในสวอปอัตราดอกเบี้ย (interest rate swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดดอกเบี้ย เพื่อบริหารความเสี่ยง/เก็งกำไรทิศทางดอกเบี้ย)
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์หุ้น (equity derivatives: เครื่องมืออนุพันธ์ที่อ้างอิงหุ้นหรือดัชนีหุ้น เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) สภาพแวดล้อม “ดอกเบี้ยสูงนาน” อาจจำกัดการปรับขึ้นของตลาดและเพิ่มความผันผวน โดยเริ่มเห็นความต้องการพุทออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective put options: ออปชัน “สิทธิขาย” ที่ซื้อไว้เพื่อคุ้มครองพอร์ตหากตลาดปรับลง) บนดัชนี Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น ด้าน VIX (ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐที่คำนวณจากราคาออปชันของ S&P 500 ใช้เป็นตัวชี้วัด “ความกลัว” ของตลาด) ซึ่งอยู่แถว 14 ยังดูไม่แพง หากคาดว่าความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายของเฟดจะเพิ่มขึ้น
สถานการณ์นี้คล้ายช่วงปี 2024 ที่ข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่งหลายครั้งทำให้ตลาดต้องเลื่อนคาดการณ์เวลาลดดอกเบี้ยออกไป ในช่วงนั้น ผู้ที่วางเดิมพันว่าเฟดจะกลับท่าทีเร็ว (Fed pivot: การเปลี่ยนจุดยืนของเฟด เช่น จากเข้มงวดไปผ่อนคลาย) เผชิญผลขาดทุนมากเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจยังไม่เอื้อให้ลดดอกเบี้ย จึงควรหลีกเลี่ยงการคาดการณ์ล่วงหน้าเกินกว่านโยบายจริง
โฟกัสไปที่ CPI สัปดาห์หน้า
ตลาดจะจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) เดือนเมษายน ซึ่งมีกำหนดประกาศสัปดาห์หน้า หากตัวเลข “ร้อนแรง” (hot: สูงกว่าคาด/เงินเฟ้อเร่งตัว) ก็จะตอกย้ำสัญญาณความแข็งแรงของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยต่อไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 3