ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวลงในวันพุธ หลังอิหร่านพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐเพื่อยุติความขัดแย้ง ทำให้ตลาดคาดว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือสำคัญที่ใช้ลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลาง) อาจกลับมาดำเนินได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เบรนท์ (Brent: น้ำมันดิบอ้างอิงของตลาดโลก) ลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังร่วงหลุด 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ก๊าซยุโรปก็อ่อนตัวลงเช่นกัน
เช้าวันพฤหัสบดี ราคาน้ำมันทรงตัวแถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงเกือบ 8% ในวันก่อนหน้า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการลดทอนแรงบวกเดิมที่เกิดจากความกังวลว่าอาจเกิดเหตุสะดุดของอุปทานในตะวันออกกลาง
รายละเอียดข้อเสนอและปฏิกิริยาตลาด
รายงานระบุว่าข้อเสนอนี้เป็นบันทึกข้อตกลง 1 หน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบค่อยเป็นค่อยไป และการผ่อนคลายข้อจำกัดของสหรัฐต่อการเข้าถึงท่าเรืออิหร่าน คาดว่าอิหร่านจะส่งคำตอบผ่าน “คนกลาง” (mediator: ผู้ช่วยประสานเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยยังไม่มีข้อตกลง และน่าจะต้องเจรจาเพิ่มเติม รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐยังตึงตัวต่อเนื่อง ทำให้ต้องพึ่งพาอุปทานจากสหรัฐมากขึ้นเพื่อชดเชยการขนส่งจากตะวันออกกลางที่สะดุด ข้อมูลจาก EIA (Energy Information Administration: หน่วยงานข้อมูลพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ) ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์สหรัฐลดลง 2.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว เทียบกับข้อมูลจาก API (American Petroleum Institute: สถาบันน้ำมันอเมริกันซึ่งรายงานสต็อกเบื้องต้น) ที่รายงานว่าลดลง 8.1 ล้านบาร์เรล และต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 2.4 ล้านบาร์เรล
การลดลงที่น้อยกว่าคาดเกิดตามหลังการส่งออกที่ร่วงแรง โดยลดลง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบสัปดาห์ก่อน (b/d: barrels per day หรือ บาร์เรลต่อวัน) หลังสัปดาห์ก่อนทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าตลาดพลังงานจะยังไวต่อข่าวสหรัฐ–อิหร่านอย่างมาก
เราเห็นราคาน้ำมันและก๊าซร่วงแรงจากความหวังว่าข้อตกลงใหม่สหรัฐ-อิหร่านอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ เบรนท์แตะ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะกลับมายืนใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ การแกว่งตัวนี้สะท้อนว่าตลาดมีความหวัง แต่ยังระมัดระวังสูง
ความผันผวนของออปชันและนัยต่อการเทรด
ความไม่แน่นอนลักษณะนี้ส่งสัญญาณชัดต่อ “ตลาดออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต) ซึ่ง “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) มีแนวโน้มทรงตัวสูง ผู้ลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งตัวแรง เพราะหากดีลล้มเหลว ราคามีโอกาสพุ่งได้เร็วพอ ๆ กับที่ราคาร่วงจากข่าวดีลสำเร็จ ข่าวพาดหัวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจทำให้ราคาเหวี่ยงได้ 5% ภายในวันเดียว
ปัจจัยพื้นฐานยังชี้ว่าตลาดตึงตัว ซึ่งไม่ควรมองข้าม รายงาน EIA สัปดาห์นี้ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงอีก 1.4 ล้านบาร์เรล สะท้อนแนวโน้มตึงตัวที่เห็นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม ภาวะตึงตัวนี้ช่วยพยุงราคา หากความพยายามทางการทูตไม่คืบหน้า
ด้านอุปทาน รายงานรายเดือนล่าสุดของโอเปก (OPEC: กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) ยืนยันว่าการผลิตเดือนเมษายนทรงตัวใกล้ 26.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยสมาชิกหลักยังคงลดกำลังผลิตตามแผน ขณะที่ข้อมูล CFTC ล่าสุด (Commodity Futures Trading Commission: หน่วยงานกำกับดูแลตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐ) ชี้ว่า “ผู้จัดการกองทุน” ลดสถานะ “ซื้อสุทธิ” (net long: จำนวนสัญญาฝั่งคาดว่าราคาขึ้นลบด้วยฝั่งคาดว่าราคาลง) ในน้ำมันดิบ WTI (WTI: น้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ) ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง สะท้อนว่านักเก็งกำไรรายใหญ่ระมัดระวังมากขึ้น
เหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นปลายปี 2025 เมื่อความตึงเครียดในทะเลแดงทำให้ความผันผวนของน้ำมันพุ่งขึ้น ก่อนจะคลายลงจากข่าวการทูต เหตุการณ์นั้นสะท้อนว่า “ค่าความเสี่ยง” (risk premium: ส่วนเพิ่มของราคาที่เกิดจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์/อุปทาน) สามารถถูกสะท้อนในราคาและหายไปได้อย่างรวดเร็ว สถานการณ์อิหร่านในปัจจุบันคล้ายกัน โดยตลาดถูกดึงระหว่างเรื่องเล่าด้านการทูตที่กดดันราคา กับข้อเท็จจริงด้านอุปทานที่หนุนราคา