WTI ซึ่งเป็นราคามาตรฐานน้ำมันดิบสหรัฐฯ ซื้อขายใกล้ 93.25 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันพฤหัสบดี ลดลงต่ำกว่า 93.50 ดอลลาร์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดหลังจากตลาดคาดหวังข้อตกลงที่เชื่อมโยงกับการยุติสงครามกับอิหร่าน
Bloomberg รายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังจัดทำ “กรอบเบื้องต้น” (preliminary framework: โครงร่างข้อตกลงในขั้นเริ่มต้น ยังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้าย) สำหรับข้อตกลง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ มี “การหารือที่ดีมาก” กับอิหร่านในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และย้ำว่ายังไม่มีเส้นตายให้เตหะรานตอบกลับ
มุมมองอุปทานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ความคาดหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้กดดันราคาด้วยเช่นกัน ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันโลก การเปิดใช้งานจะช่วยให้การส่งมอบมีความต่อเนื่องมากขึ้น
สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ยังลดลงต่อเนื่องตามรายงานรายสัปดาห์ของ EIA (Energy Information Administration: หน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ) โดยสต็อกลดลง 2.314 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุด 1 พฤษภาคม หลังจากสัปดาห์ก่อนลดลง 6.233 ล้านบาร์เรล ขณะที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 2.8 ล้านบาร์เรล
Goldman Sachs ระบุว่าสต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี และชี้ว่าปริมาณสำรองลดลงเร็ว ขณะที่อุปทานยังมีจำกัด
ขณะนี้ WTI ซื้อขายใกล้ 102 ดอลลาร์ ตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว โดยชั่งน้ำหนักระหว่างอุปทานที่ตึงตัวกับกระแสข่าวการทูตเกี่ยวกับความปลอดภัยทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf: พื้นที่ทะเลสำคัญด้านพลังงาน) ทำให้สถานการณ์ซับซ้อน เพราะปัจจัยพื้นฐาน (fundamentals: ปัจจัยอุปสงค์-อุปทานจริง เช่น สต็อก การผลิต ความต้องการใช้) ชี้ไปทางหนึ่ง แต่ความเสี่ยงจากพาดหัวข่าว (headline risk: ความผันผวนจากข่าวฉับพลัน) ชี้ไปอีกทาง ผู้เทรดอนุพันธ์ (derivative: สัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ควรเตรียมรับความผันผวนรุนแรงทั้งขึ้นและลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
กลยุทธ์ออปชันรับมือความผันผวน
สถานการณ์คล้ายกันเคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ช่วงต้นพฤษภาคม 2025 เมื่อราคาปรับลงต่ำกว่า 93.50 ดอลลาร์ชั่วคราว การปรับลงครั้งนั้นมาจากความหวังดีลสหรัฐฯ-อิหร่านล้วน ๆ ทั้งที่ข้อมูลสต็อกสะท้อนว่าตลาดกำลังตึงตัว ความทรงจำของตลาดต่อเหตุการณ์นี้ทำให้ข่าวภูมิรัฐศาสตร์เชิงบวกอาจกระตุ้นแรงขายได้มาก แม้อาจเป็นเพียงระยะสั้น
ด้านปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคายังแข็งแกร่ง โดยข้อมูลล่าสุดของ EIA ณ 5 พฤษภาคม 2026 พบว่าสต็อกน้ำมันดิบลดลงมากกว่าคาด 3.1 ล้านบาร์เรล และรายงานของ OPEC+ (กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ในไตรมาสนี้ระบุว่าสต็อกโลกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีราว 15% ภาวะตึงตัวนี้บ่งชี้ว่าการอ่อนตัวของราคาจากข่าวลือการเมืองอาจอยู่ไม่นาน และอาจเป็นจังหวะเข้าซื้อ
ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญคือใช้ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายที่ราคาและเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ข้อผูกมัด) เพื่อบริหารความผันผวน การซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิซื้อเพื่อเก็งกำไรราคาขึ้น) ช่วยรับโอกาสขาขึ้นหากปัจจัยพื้นฐานกลับมาหนุนราคา ขณะที่ถือพุตออปชันบางส่วน (put options: สิทธิขายเพื่อกันความเสี่ยงราคาลง) ใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวสวนทาง) หากราคาทรุดลงจากข่าวสันติภาพฉับพลัน ตลาดมักกดดันผู้เก็งกำไรระยะสั้นที่มองข้ามระดับสต็อกโลกที่ต่ำมาก
แรงหนุนฝั่งขาขึ้นยังมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอเชีย ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (China’s National Bureau of Statistics) ระบุว่าผลผลิตภาคโรงงานเดือนเมษายน 2026 สูงกว่าคาด สะท้อนการใช้พลังงานที่มากกว่าประเมินไว้ ฐานอุปสงค์นี้ทำให้โอกาสที่ราคาจะร่วงยาวมีน้อยลง แม้ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์จะผ่อนคลายลง