เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเกือบ 0.8% เทียบดอลลาร์สหรัฐในวันพุธ ซื้อขายอยู่ต่ำกว่า 1.1800 เล็กน้อย หลังมีรายงานว่าใกล้บรรลุ “บันทึกความเข้าใจ” (Memorandum: เอกสารที่ระบุกรอบความร่วมมือเบื้องต้น ยังไม่ใช่สนธิสัญญาผูกมัดเต็มรูปแบบ) ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งและวางกรอบสำหรับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ในระยะถัดไป รวมถึงการ “หยุดชั่วคราว” ภารกิจคุ้มกันเรือ (การส่งเรือรบคุ้มกันเรือพาณิชย์) ในช่องแคบฮอร์มุซ และการประกาศว่าสิ้นสุด “ระยะปฏิบัติการเชิงรุก” แล้ว
ข้อมูลจากยูโรสแตตระบุว่า “ราคาผู้ผลิต” ของยูโรโซน (Producer Prices: ราคาที่โรงงาน/ผู้ผลิตขายออกจากโรงงาน ก่อนถึงผู้บริโภค) เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบรายปี จากเดิม -3% ในก.พ. และสูงกว่าคาด 1.8% ส่วนรายเดือนเพิ่มขึ้น 3.4% จากเดิม -0.6% และสูงกว่าคาด 3.3%
Eurozone Activity And Price Signals
ตัวเลขสุดท้ายของดัชนี HCOB Services PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ: ค่ามากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว ต่ำกว่า 50 หมายถึงหดตัว) ชี้ว่ากิจกรรมภาคบริการของยูโรโซนยัง “หดตัว” ที่ 47.6 จากตัวเลขเบื้องต้น 47.4 เยอรมนีทรงตัวที่ 46.9 ส่วนฝรั่งเศสและอิตาลียังคงอยู่ในโซนหดตัวเช่นกัน
จากนั้นตลาดจับตารายงาน ADP Employment Change ของสหรัฐ (การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคเอกชนจากสถาบัน ADP: ตัวชี้นำตลาดแรงงานก่อนตัวเลขทางการ) ซึ่งคาดว่าเดือนเม.ย. จะเพิ่ม 99,000 ตำแหน่ง จาก 62,000 ในมี.ค. สำหรับระดับราคา EUR/USD แนวต้านอยู่แถว 1.1790 โดยอาจไปที่ 1.1850 และ 1.1930 ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1.1690 และช่วง 1.1645–1.1675
เราย้อนมองว่า ความหวังดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านในเดือนพ.ค. 2025 เคยหนุน “การรับความเสี่ยง” ของตลาด (risk appetite: นักลงทุนกล้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ชั่วคราว ส่งให้คู่เงิน EUR/USD ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1.1800 แรงหนุนในช่วงนั้นยังมาจากข้อมูลราคาผู้ผลิตที่ออกมาสูง ซึ่งในเวลานั้นทำให้ตลาดมองว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ใกล้ขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี บรรยากาศในตลาดต่างจากปัจจุบันที่ระมัดระวังมากกว่า
สถานการณ์เปลี่ยนไปมากจากปีก่อน เพราะจุดสนใจไม่ใช่ “ขึ้นดอกเบี้ย” แต่เป็น “ลดดอกเบี้ย” เงินเฟ้อในยูโรโซนชะลอลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้เปรียบเทียบกันได้ (HICP: ดัชนีมาตรฐานของยุโรป ใช้วัดเงินเฟ้อระหว่างประเทศ) เดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 2.4% ต่างจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ตลาดกังวลในปี 2025 การชะลอตัวของราคา ทำให้ ECB ส่งสัญญาณว่าอาจลดดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงฤดูร้อนนี้
ส่งผลให้โครงสร้างแรงขับของเงินยูโรเปลี่ยนไป โดยยูโรขณะนี้ซื้อขายใกล้ 1.0850 ต่ำกว่าจุดสูงของปี 2025 มาก ตลาดยัง “กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า” (pricing in: นักลงทุนสะท้อนคาดการณ์ลงในราคาแล้ว) ว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยรวมราว 75 เบซิสพอยต์ (basis points: 1 เบซิสพอยต์ = 0.01%) ภายในสิ้นปี 2026 ทำให้ทิศทางที่ดูเป็นไปได้มากกว่าคือยูโรอ่อนค่าต่อดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังไม่รีบยืนยันการลดดอกเบี้ย จึงหนุนพื้นฐานของดอลลาร์ให้แข็งแรงกว่าช่วงที่ข่าวสันติภาพหนุนตลาดเมื่อปีก่อน
Strategy And Risk Considerations
ภาพภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นบทเรียน เพราะความหวังดีลสันติภาพปีก่อนอยู่ไม่นาน ความเสี่ยงต่อการขนส่งทางเรือ และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังต่อเนื่อง ย้ำว่า “สถานะสินทรัพย์ปลอดภัย” ของดอลลาร์ (safe-haven: เงินที่มักถูกถือเมื่อความเสี่ยงสูง) สามารถกลับมาได้เร็ว ต่างจากช่วง “รับความเสี่ยง” ที่กดดันดอลลาร์ในฤดูใบไม้ผลิปี 2025
ภายใต้สภาพแวดล้อมนี้ ผู้ซื้อขายควรใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายที่ราคากำหนด เพื่อจำกัดความเสี่ยง) เพื่อกำหนดขาดทุนสูงสุด เพราะแนวโน้มขาขึ้นชัดเจนแบบปีก่อนไม่มีแล้ว การซื้อ “พุต” (put: สิทธิในการขาย) บน EUR/USD เป็นวิธีตรงไปตรงมาสำหรับป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรต่อการอ่อนค่าต่อจากความต่างของนโยบายดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลาง อีกทางเลือกคือกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จาก “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งตัวของราคา) เช่น “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชันทั้งซื้อและขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อเล่นว่าราคาจะเหวี่ยงแรงไม่ว่าทางใด) รอบการประชุม ECB และ Fed ที่กำลังจะมาถึง ในตลาดที่ความไม่แน่นอนสูงขึ้น