Google (GOOGL) ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (all-time high) หลังจากทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม โดยการขึ้นรอบนี้อธิบายว่าเป็น “อิมพัลส์ 5 คลื่น” (five-wave impulse: แนวโน้มขาขึ้นแบบ 5 ระลอกตามทฤษฎี Elliott Wave ซึ่งเป็นการนับคลื่นเพื่อประเมินวัฏจักรราคา)
นับจาก 31 มีนาคม คลื่น (1) จบที่ 342.32 ดอลลาร์ และคลื่น (2) จบที่ 331.10 ดอลลาร์ จากนั้นคลื่น (3) ปรับขึ้นและแตกย่อยเป็นอิมพัลส์ขนาดเล็ก
ภายในคลื่น (3) คลื่น 1 ขึ้นถึง 353.18 ดอลลาร์ และคลื่น 2 ลงมาที่ 344.21 ดอลลาร์ คลื่น 3 ขึ้นถึง 378.79 ดอลลาร์ คลื่น 4 ย่อลงมาที่ 365.82 ดอลลาร์ และคลื่น 5 ขึ้นถึง 391.39 ดอลลาร์
โครงสร้างนี้ทำให้คลื่น (3) ในระดับใหญ่จบลง ก่อนเข้าสู่คลื่น (4) ปรับลงมาที่ 379.05 ดอลลาร์ ขณะนี้ราคากำลังมุ่งหน้าไปสู่การจบคลื่น (5) ซึ่งจะปิดรอบวัฏจักรที่เริ่มตั้งแต่ 31 มีนาคม
หลังคลื่น (5) จบ คาดว่าจะเกิด “การปรับฐาน 3 คลื่น” (three-wave correction: การย่อแบบ A-B-C ซึ่งมักเป็นการพักฐาน/ปรับลงสวนแนวโน้มเดิม) ระยะสั้นมุมมองนี้ยังใช้ได้ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือ 331.10 ดอลลาร์
เรากำลังเห็นโครงสร้างราคาของ Google ที่คล้ายกับปีที่แล้ว ในปี 2025 เคยเกิดการปรับขึ้น 5 คลื่นเริ่มวันที่ 31 มีนาคม ก่อนตามมาด้วยการย่อลงแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รอบปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณแรงซื้อลดลงหลังปรับขึ้นมามาก
หุ้นทำผลงานดีในปีนี้ ขึ้นมากกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี (year-to-date: ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน) หนุนโดยงบไตรมาส 1 ช่วงปลายเมษายนที่รายได้สูงกว่าคาดเกือบ 2% และรายงานดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่ม “เงินปันผลครั้งแรก” ของบริษัท ทำให้มีแรงซื้อเข้ามามาก ช่วงความคึกคักแบบนี้มักเกิดใกล้จุดเปลี่ยนของวัฏจักรตลาด
หากประเมินว่าอาจเกิดรูปแบบการปรับฐานซ้ำเหมือนปีก่อน เทรดเดอร์อาจพิจารณาซื้อ “พุทออปชัน” (put options: สิทธิในการขายหุ้นที่ราคาใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม เพื่อทำกำไรหากราคาปรับลงในช่วงสัปดาห์ถัดไป เลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ที่ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย หรือ “นอกเงินเล็กน้อย” (out-of-the-money: ยังไม่คุ้มที่จะใช้สิทธิทันที) เพื่อคุมต้นทุนและยังมีโอกาสรับผลตอบแทน
สำหรับแนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้น การขาย “สเปรดคอลฝั่งขาลง” (bear call spread: ขายคอลที่ราคาใช้สิทธิหนึ่ง และซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง เป็นกลยุทธ์ได้ประโยชน์เมื่อราคาไม่ขึ้นมาก/แกว่งลง) เป็นอีกทางเลือก กลยุทธ์นี้สร้างรายได้หากหุ้นเคลื่อนไหวออกข้างหรือค่อยๆ อ่อนตัว ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงปรับฐาน 3 คลื่น และยังได้อานิสงส์จาก “เวลาไหลผ่าน” (time decay: มูลค่าเวลาของออปชันลดลงเมื่อใกล้วันหมดอายุ)
ถ้าถือหุ้นขาขึ้นอยู่แล้ว ควรเริ่มป้องกันกำไรที่ทำได้ตั้งแต่เดือนมกราคม โดยซื้อ “พุทป้องกันความเสี่ยง” (protective puts: ซื้อพุทเพื่อทำหน้าที่เหมือนประกัน หากหุ้นลงจะช่วยจำกัดขาดทุน) ทำให้ยังถือหุ้นหลักได้ แต่จำกัดความเสี่ยงด้านลบจากการย่อที่คาดไว้
ระดับสำคัญที่ต้องจับตาคือ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน” (50-day moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 50 วัน ใช้เป็นแนวรับ-แนวต้านทางเทคนิค) ซึ่งเป็นแนวรับตลอดรอบขึ้นนี้ หากราคาหลุดลงต่ำกว่าระดับนี้อย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าเข้าสู่ช่วงปรับฐานใหญ่แล้ว จนกว่าจะเกิดสัญญาณดังกล่าว แนวโน้มขาขึ้นยังไม่เสีย แต่ควรเตรียมรับจุดเปลี่ยนแนวโน้มไว้ล่วงหน้า