AUD/USD ปรับขึ้น 0.25% ในวันอังคาร มาอยู่แถว 0.7185 หลังจากยืน “แนวรับ” (ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง) ใกล้ 0.7150 ได้ในช่วงตลาดยุโรป ช่วงหลังการซื้อขายยังแกว่งในกรอบแคบ โดยแท่งเทียนขนาดเล็กสะท้อนว่า “ทิศทางยังไม่ชัด” หลังผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)
RBA ปรับขึ้น “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” (cash rate คือดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระบบ) 25 “จุดพื้นฐาน” (basis points หรือ bps; 25 bps = 0.25%) จาก 4.10% เป็น 4.35% ในวันอังคาร แถลงการณ์ระบุแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังต่อเนื่อง การเติบโตของอุปสงค์ภาคเอกชนที่แข็งแรงขึ้น และแรงกดดันด้านกำลังการผลิตกลับมาอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ (data-dependent)
Upcoming Data And External Demand
ข้อมูลการค้า (trade data) ของออสเตรเลียจะประกาศวันพฤหัสบดี และตัวเลขการค้าจีนจะออกช่วงสุดสัปดาห์ ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณถัดไปของ “อุปสงค์จากต่างประเทศ” (external demand คือความต้องการซื้อจากต่างชาติที่กระทบการส่งออก)
ฝั่งสหรัฐ ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) เข้าสู่เดือนที่สาม และการเจรจายังไม่ให้กรอบเวลาหยุดยิงชัดเจน ดัชนี ISM ภาคบริการ (ISM Services PMI; ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ บ่งชี้การขยายตัว/หดตัว โดยมากกว่า 50 = ขยายตัว) อยู่ที่ 53.6 ขณะที่ JOLTS ตำแหน่งงานว่าง (JOLTS job openings; จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับในระบบเศรษฐกิจ) อยู่ที่ 6.87 ล้านตำแหน่ง
ตลาดยังรอตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Nonfarm Payrolls; จำนวนการจ้างงานใหม่ ไม่รวมภาคเกษตร) ในวันศุกร์ โดยคาดการณ์ที่ 60,000 ตำแหน่ง หลังครั้งก่อน 178,000 ตำแหน่ง บนกราฟ 15 นาที AUD/USD อยู่ที่ 0.7184 สูงกว่า “ราคาเปิดรายวัน” (daily open) ที่ 0.7169 โดย Stochastic RSI อยู่ที่ 9.49 (ตัวชี้วัดโมเมนตัมที่ใช้ประเมินภาวะซื้อมาก/ขายมาก)
บนกราฟรายวัน AUD/USD ซื้อขายที่ 0.7184 สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วัน (50-day EMA; ค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) ที่ 0.7066 และ 200 วัน (200-day EMA) ที่ 0.6823 โดย Daily Stochastic RSI อยู่ใกล้ 50.8
Late 2025 Technical And Policy Backdrop
เมื่อย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2025 RBA ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 4.35% ทำให้ภาพรวม AUD/USD เอนเอียงทางบวก (bullish) โดยคู่เงินเคลื่อนไหวแถว 0.7185 และยืนเหนือ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญ” (moving averages; ใช้ดูแนวโน้มราคา) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มขาขึ้นพื้นฐานยังแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นตลาดยังลังเล เพราะรอสัญญาณยืนยันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศ
หลังจากนั้น ความแตกต่างของนโยบาย (policy divergence คือจังหวะดอกเบี้ยของสองประเทศไปคนละทาง) ระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐชัดเจนขึ้น หนุนให้ราคาขยับสูงขึ้น เงินเฟ้อออสเตรเลียยังลดลงยาก (sticky inflation) โดยดัชนีราคาผู้บริโภคไตรมาส 1/2026 (CPI; ตัววัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) ออกมาที่ 3.8% สูงกว่า “กรอบเป้าหมาย” ของ RBA ส่งผลให้ RBA ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 4.85% ขณะที่ตลาดแรงงานยังตึงตัว โดยอัตราว่างงานอยู่เพียง 4.1%
ในทางกลับกัน เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มวัฏจักรลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป (cutting cycle) เมื่อต้นปี โดยตลาดเคยคาดไว้จากข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนลงช่วงปลายปี 2025 เงินเฟ้อสหรัฐชะลอลงชัดเจน โดยตัวเลขล่าสุดเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 2.5% ทำให้ Fed มีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายได้มากขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยที่เอนเอียงเข้าทางดอลลาร์ออสเตรเลีย (interest rate differential; ความต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) เป็นแรงขับหลักของความแข็งแกร่งของคู่นี้
จากแนวโน้มที่ต่อเนื่อง ผู้ลงทุนอาจพิจารณาใช้ “ออปชัน” (options; สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคตเพื่อบริหารความเสี่ยง) เพื่อคงโอกาสได้ประโยชน์หากราคาไปต่อ ขณะจำกัดความเสี่ยง เช่น ซื้อออปชันสิทธิซื้อ AUD/USD (call options; ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) หรือทำ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread; ซื้อคอลและขายคอลอีกระดับราคาเพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด) กลยุทธ์ลักษณะนี้เคยเกิดในช่วงปี 2009–2011 เมื่อ RBA เข้มงวด (hawkish; เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) และ Fed ผ่อนคลาย (dovish; เอนเอียงลดดอกเบี้ย) จนผลักดัน AUD/USD ไปทำระดับสูงมาก แสดงให้เห็นว่าปัจจัยมหภาคสามารถส่งผลแรงได้
ระยะสั้นต้องติดตามตัวชี้วัดเงินเฟ้อรายเดือนของออสเตรเลีย และรายงาน Nonfarm Payrolls ของสหรัฐ เพื่อดูว่าภาพรวมนี้จะเปลี่ยนหรือไม่ หากเงินเฟ้อออสเตรเลียต่ำกว่าคาดมาก หรือการจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่งมาก อาจกระทบมุมมองหลักของตลาด ดังนั้นการวางโครงสร้างการลงทุนโดยกำหนด “วันหมดอายุ” (expiry; วันที่สัญญาออปชันสิ้นสุด) ให้ข้ามช่วงประกาศข้อมูลสำคัญ จะช่วยรับมือความผันผวน (volatility; การแกว่งตัวของราคา) ได้ดีขึ้น