EUR/USD ทรงตัวหลังร่วงต่อเนื่อง 2 วัน โดยซื้อขายใกล้ 1.1690 ในช่วงตลาดเอเชียวันอังคาร ก่อนหลุด 1.1700 และกำลังทดสอบแนวรับที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA: ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักให้ความสำคัญกับราคาล่าสุด) ระยะ 50 วัน บริเวณ 1.1682
การเคลื่อนไหวของราคาอยู่ใกล้ขอบล่างของ “กรอบแนวโน้มขาขึ้น” (ascending channel: ช่วงราคาที่ไต่สูงขึ้นเป็นกรอบ) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณกลับตัวลง หากราคาหลุดกรอบดังกล่าว โดยคู่เงินยังอยู่เหนือ EMA ระยะ 50 ช่วงเวลาเล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่า EMA ระยะ 9 ช่วงเวลา สะท้อนว่าราคายังแกว่งตัวสะสมกำลัง
สัญญาณโมเมนตัมเป็นกลาง
ดัชนี Relative Strength Index (RSI: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย) ระยะ 14 วัน อยู่ใกล้ 50 บ่งชี้โมเมนตัมเป็นกลาง หลังการดีดกลับล่าสุดยังไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน
หาก EUR/USD หลุดกรอบแนวโน้ม อาจถูกกดดันลงไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ 1.1411 ซึ่งทำไว้เมื่อ 13 มี.ค. แนวรับสำคัญอยู่แถว 1.1682 ซึ่งเป็นจุดที่ EMA 50 วันตัดกับฐานกรอบแนวโน้ม
ด้านบน แนวต้านแรกคือ EMA 9 วัน ที่ 1.1706 หากผ่านได้ อาจเปิดทางไป 1.1849 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์จาก 17 เม.ย. ต่อด้วยกรอบด้านบนใกล้ 1.1960 และถัดไป 1.2082 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ มิ.ย. 2021 ที่ทำไว้เมื่อ 27 ม.ค.
มองย้อนกลับไปช่วงเวลาเดียวกันในปี 2025 EUR/USD เคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้ 1.1700 ตลาดกำลังทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน และโมเมนตัมโดยรวมเป็นกลาง สะท้อนภาวะ “รอดูทิศทาง” ของผู้เล่นตลาดในเวลานั้น
ปัจจัยมหภาคเปลี่ยนไป
วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก โดยคู่เงินซื้อขายต่ำลงใกล้ 1.0850 ปัจจัยหลักคือ “นโยบายการเงินสวนทางกัน” (policy divergence: ทิศทางดอกเบี้ยคนละทาง) โดยธนาคารกลางยุโรปเริ่มลดดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าเดิม ซึ่งต่างจากช่วงที่ราคาแกว่งสะสมกำลังในเชิงเทคนิคเมื่อปีก่อน
ข้อมูลล่าสุดย้ำแรงกดดันขาลง โดยเงินเฟ้อยูโรโซนอยู่ที่ 2.4% ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐยังสูงที่ 3.5% ส่วนต่างดอกเบี้ยที่เป็นบวกต่อดอลลาร์สหรัฐ (interest rate differential: ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) ทำให้แนวโน้มพื้นฐานยังเอียงลง และเริ่มสะท้อนผ่านราคา “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: สัญญาทางการเงินที่อิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน) ซึ่งเอนเอียงไปทางความเสี่ยงยูโรอ่อนค่าเพิ่มเติม
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ผู้ลงทุนอาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากแรงลง เช่น ซื้อ “ออปชันขาย” (put option: สิทธิในการขายที่ราคากำหนด) ที่ราคาใช้สิทธิใกล้ 1.0750 เพื่อทำกำไรหากร่วงต่อ โดยกำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจน หรือใช้ “สเปรดออปชันขาลง” (bear put spread: ซื้อ put ระดับหนึ่งและขาย put อีกระดับ เพื่อลดต้นทุน) เพื่อลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
หากคาดว่าความผันผวนอาจพุ่งจากการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนอาจใช้ “ลองสแตรงเกิล” (long strangle: ซื้อ put และ call ที่ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาตลาด) คือซื้อ put และ “ออปชันซื้อ” (call option: สิทธิในการซื้อที่ราคากำหนด) ที่อยู่นอกระดับราคาตลาด กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าทิศทางใด เป็นการเล่น “ความผันผวน” (volatility) โดยตรง สะท้อนความไม่แน่นอนของตลาด
ระดับที่จับตาในปี 2025 เช่น แนวรับ 1.1682 และจุดสูง 1.1849 กลายเป็นแนวต้านระยะยาวไปแล้ว โฟกัสของตลาดย้ายลงต่ำอย่างมาก โดยการดีดขึ้นใกล้ 1.1000 มักถูกมองเป็นจังหวะขาย และกรอบแนวโน้มขาขึ้นเดิมถูกหลุดมาระยะหนึ่งแล้ว