ยอดคำสั่งซื้อจากโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.5%
ข้อมูลยอดคำสั่งซื้อใหม่เดือนมีนาคมออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดมากที่ 1.5% สะท้อนว่าภาคการผลิต (ภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้า) ยังแข็งแรงกว่าที่ประเมินไว้ และสวนทางมุมมองเดิมที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอเข้าสู่ไตรมาส 2
นัยต่อท่าทีของเฟด
รายงานที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” ในระยะใกล้ได้ยากขึ้น โดยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) ล่าสุดบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังอยู่ราว 3.2% ต่อปี เมื่อผนวกกับความแข็งแรงของภาคการผลิต เฟดมีเหตุผลสนับสนุนการคงดอกเบี้ย “สูงนานขึ้น” (Higher for longer: คงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงเป็นเวลานาน) จึงควรประเมินว่าโอกาสลดดอกเบี้ยก่อนปลายฤดูร้อนมีน้อยลงมาก
สำหรับออปชันหุ้น (equity options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายหุ้นหรือดัชนีในราคาและเวลาที่กำหนด) อาจพิจารณากลยุทธ์ฝั่งบวก (bullish: คาดว่าราคาจะขึ้น) ในกลุ่มอุตสาหกรรมและวัสดุ โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า “คอลสเปรด” (call spread: ซื้อคอลและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) บน ETF กลุ่มอุตสาหกรรม (ETF: กองทุนอิงดัชนีที่ซื้อขายเหมือนหุ้น) อาจน่าสนใจ เพราะบริษัทเหล่านี้ได้อานิสงส์โดยตรงจากอุปสงค์ที่ยืนระดับสูง
ด้านอัตราดอกเบี้ย ทิศทางชัดขึ้น ข้อมูลนี้หนุนมุมมองเชิงลบต่อพันธบัตร (bearish for bonds: คาดว่าราคาพันธบัตรจะลง) เพราะดอกเบี้ยสูงนานขึ้นทำให้ราคาพันธบัตรลดลง อาจพิจารณาซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิขาย เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลดลง) บน ETF พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุยาว (long-duration: อายุมาก/ความไวต่อดอกเบี้ยสูง) หรือเปิดสถานะขายในฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาล (Treasury futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตร) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือทำกำไรจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับขึ้น (yield: อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร)
ข่าวนี้ยังเป็นบวกต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างชัดเจน เพราะความเป็นไปได้ที่สหรัฐคงดอกเบี้ยสูงนานกว่ายุโรปและญี่ปุ่น อาจดึงเงินทุนไหลเข้า ดังนั้นกลยุทธ์ผ่านตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็งค่า เช่น การถือสถานะซื้อในฟิวเจอร์ส USD/JPY (คู่เงินดอลลาร์/เยน) ควรถูกจับตา