ราคาเงินเริ่มต้นสัปดาห์ปรับลง ซื้อขายใกล้ 73.50 ดอลลาร์ และลดลง 2.41% ในวันจันทร์ การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับขึ้น ทำให้นักลงทุน “ขายทำกำไร” (ปิดสถานะเพื่อรับกำไรที่ทำมาแล้ว)
ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มความไม่แน่นอน หลังสื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐอิหร่านรายงานว่ามีการยิงขีปนาวุธไปทางเรือรบสหรัฐ เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่าไม่มีเรือลำใดถูกโจมตี ขณะที่สหรัฐเริ่มโครงการทางเรือเพื่อคุ้มครองเส้นทางการค้า และอิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ โดยการเจรจายังไม่มีความคืบหน้า
ปัจจัยขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวรอบนี้
แม้บรรยากาศตลาดจะเป็น “รับความเสี่ยงลดลง” (risk-off: นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง) แต่แรงซื้อกลับไปอยู่ที่ดอลลาร์สหรัฐมากกว่าโลหะมีค่า อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นยังทำให้ความน่าสนใจของเงินลดลง เพราะเงินเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” (ถือแล้วไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตร)
ตลาดยังมองว่า “นโยบายการเงินตึงตัว” ของสหรัฐ (คุมเข้มด้วยดอกเบี้ยสูง/ลดสภาพคล่อง) อาจยาวนานขึ้นจากความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมถึงผลจากราคาพลังงานที่อาจสูงขึ้นหากเกิดการสะดุดของอุปทาน เครื่องมือ CME FedWatch (ข้อมูลจากราคาฟิวเจอร์สที่สะท้อนโอกาสการปรับดอกเบี้ยของเฟด) ชี้ว่าคาดการณ์การลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป และตลาดให้น้ำหนักกับดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องมากขึ้น
ตลาดจับตาข้อมูลสหรัฐที่กำลังจะประกาศ เช่น ตัวเลขตลาดแรงงานและกิจกรรมเศรษฐกิจ รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองเส้นทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2026 เงินซื้อขายแถว 28.50 ดอลลาร์ รูปแบบนี้พบได้บ่อย โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนปรับขึ้นกดดันราคาเช่นในปี 2025
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ทรงตัวแข็งแกร่งเหนือ 105.5 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่แถว 4.6% กลายเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างเงิน รายงานการประชุมล่าสุดของเฟดย้ำท่าที “เข้มงวด” (hawkish: เอนเอียงไปทางคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) และยึดข้อมูลเป็นหลัก (data-dependent: ตัดสินใจตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา) ทำให้ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยอย่างน้อยไปไตรมาส 4
นัยต่อกลยุทธ์ตอนนี้
ต่างจากความตึงเครียดตะวันออกกลางในปี 2025 ความกังวลรอบนี้มาจากข้อพิพาททางการค้าในแปซิฟิก ซึ่งกระตุ้น “เงินทุนไหลเข้าปลอดภัย” (flight to safety: เงินย้ายไปสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัย) ไปยังดอลลาร์ บทเรียนสำคัญคือ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้แปลว่าราคาโลหะมีค่าต้องขึ้นเสมอไป ระยะนี้ดอลลาร์ยังเป็น “สินทรัพย์หลบภัย” (safe haven: ที่พักเงินยามตลาดผันผวน) ที่ตลาดเลือก
ในสภาพแวดล้อมนี้ อาจพิจารณาซื้อ “ออปชันพุต” (put options: สิทธิ์ขายสินทรัพย์ที่ราคาเป้าหมาย ใช้ป้องกันการขาดทุนหากราคาลง) เพื่อคุ้มครองการถือเงินระยะยาวจากความเสี่ยงขาลง หากหลุดแนวรับสำคัญ 28.00 ดอลลาร์ โอกาสลงต่อมีมากขึ้นหากดอลลาร์ยังแข็งค่า กลยุทธ์นี้ช่วย “ทำประกันพอร์ต” (hedge: ลดความเสี่ยง) โดยไม่ต้องขายสินทรัพย์จริงที่ถือเป็นแกนหลัก
สำหรับผู้ต้องการเก็งกำไรจากการอ่อนตัวต่อเนื่อง การขาย “คอลสเปรด” (call spreads: กลยุทธ์ขายออปชันซื้อหลายขาเพื่อจำกัดความเสี่ยงและรับเบี้ย) ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า 30.00 ดอลลาร์ อาจช่วยรับ “เบี้ย” (premium: ค่าออปชันที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขาย) ได้ กลไกนี้ได้ประโยชน์ทั้งจากราคาที่ไม่ไปไหนและจากการปรับลง โดยความผันผวนคาดการณ์ (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ยังไม่สูง อยู่ราว 22% สำหรับออปชันอายุ 3 เดือน ซึ่งเอื้อต่อแนวทางขายออปชันมากขึ้น
ยังต้องจับตา “อัตราส่วนทองต่อเงิน” (gold-silver ratio: ราคาทองหารด้วยราคาเงิน) ที่ขึ้นมา 90:1 สูงสุดนับจากต้นปี 2025 สะท้อนว่าเงิน “ถูกเมื่อเทียบกับทอง” ในเชิงเปรียบเทียบ อาจเป็นโอกาสระยะยาว กลยุทธ์ “เทรดคู่” (pairs trade: ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์เพื่อเล่นส่วนต่าง) เช่น ซื้อสัญญาฟิวเจอร์สเงิน (silver futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาเงิน) และขายสัญญาฟิวเจอร์สทอง (gold futures) อาจใช้เล่นการกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนนี้ในช่วงถัดไป