ทองคำร่วงลงในช่วงการซื้อขายยุโรปมาอยู่แถว 4,580 ดอลลาร์ ใกล้จุดต่ำของการแกว่งตัวเมื่อวันศุกร์ ตลาดกำลัง “ตีราคา” (สะท้อนในราคา) ว่าเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น (คงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ย) และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย” เช่น ทองคำ
สหรัฐประกาศ “Project Freedom” เพื่อคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเตือนว่าจะใช้กำลังหากเส้นทางถูกขัดขวาง เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐจะเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ IRGC (กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน) ระบุว่าอาจกลับมาสู้รบอีก ทำให้ราคาน้ำมันยังมีแรงพยุงอยู่
เงินเฟ้อและคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ข้อมูลสหรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วชี้ว่าเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในเดือนมีนาคม ทำให้ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐอาจ “คงระดับ” ไปยาวถึงปีหน้า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% โดยมีกรรมการไม่เห็นด้วย 3 ราย ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
นีล คาชคารี ประธานเฟดสาขามินนิแอโพลิส ระบุว่า หากความขัดแย้งกับอิหร่านยืดเยื้อ จะเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและอาจกระทบเศรษฐกิจ พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ของดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นยังกดดันทองคำ ขณะเดียวกันตลาดจับตาข้อมูลสหรัฐสัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls: จำนวนตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐที่ไม่นับภาคเกษตร) ในวันศุกร์
เชิงเทคนิค (การวิเคราะห์จากกราฟราคา) กราฟ 1 ชั่วโมงพบว่า MACD (ตัวชี้วัดโมเมนตัม/แรงส่งของราคา โดยดูจากความต่างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) อยู่ต่ำกว่าศูนย์ และ RSI อยู่ที่ 49.60 (RSI เป็นตัวชี้กำลังซื้อขาย; ใกล้ 50 หมายถึงแรงซื้อแรงขายค่อนข้างสูสี) ระดับสำคัญ ได้แก่ แนวรับ (ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อพยุง) แถว 4,600 ดอลลาร์ และ 4,512.28 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้าน (ระดับที่มักมีแรงขายกด) อยู่ที่ 4,650.47, 4,655.61, 4,699.88, 4,744.15, 4,807.19 และ 4,887.48 ดอลลาร์
เห็นได้ว่าความกังวลเมื่อปีก่อนเรื่องธนาคารกลาง “สายเหยี่ยว” (Hawkish: เน้นสกัดเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/นโยบายเข้มงวด) กดดันทองคำ เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักจริง โดยความกังวลนั้นมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดันเงินเฟ้อ ทำให้เฟดอาจต้องทบทวนท่าที “ผ่อนคลาย” (Accommodative: ดอกเบี้ยต่ำ/เอื้อต่อการเติบโต) เมื่อตัดภาพกลับไปปี 2025 เฟดคงดอกเบี้ยแถว 3.75% และมีความเห็นต่างในคณะกรรมการชัดเจน
ณ วันนี้ 4 พฤษภาคม 2026 การเปลี่ยนไปสู่ท่าทีเข้มงวดเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (Fed funds rate: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐ) อยู่ในกรอบ 5.25%–5.50% ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดย้ำเหตุผลดังกล่าว เพราะรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) เดือนเมษายน 2026 ระบุว่าเงินเฟ้อยัง “เหนียว” อยู่ที่ 3.4% ภาวะนี้หนุนดอลลาร์ให้แข็ง และกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองคำ
ผลต่อทองคำและการวางสถานะ
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากปี 2025 ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบ ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังช่วยพยุงราคาน้ำมัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI (WTI futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงน้ำมันดิบ WTI สหรัฐ) ซื้อขายใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2026 ต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวสูงส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อ และกลายเป็นเหตุผลให้เฟดคงดอกเบี้ยสูงนาน (High-for-longer: ดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง) จึงเป็นแรงต้านสำคัญต่อทองคำ
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (ตราสารที่อ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น สัญญาล่วงหน้าและออปชัน) มุมมองนี้ชี้ว่าตลาดอาจวางสถานะรับทองอ่อนค่าต่อในสัปดาห์ข้างหน้า การซื้อ “พุทออปชัน” (Put option: สิทธิในการขายในราคาที่กำหนด ใช้ทำกำไรเมื่อราคาลง) บนสัญญาทองคำล่วงหน้า (GC: สัญลักษณ์สัญญาทองคำล่วงหน้า) หรือกองทุน ETF ที่อิงราคาทอง เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาในการทำกำไร หากทองหลุดลงไปหาแนวรับสำคัญแถว 4,510 ดอลลาร์ที่ระบุไว้ก่อนหน้า ขณะที่ความผันผวนโดยรวมของตลาดซึ่งวัดด้วยดัชนี VIX (VIX: ดัชนีความผันผวนคาดการณ์ของตลาดหุ้นสหรัฐ) ยังต่ำกว่า 20 ทำให้ต้นทุนการซื้อออปชันไม่สูงเกินไป
กลยุทธ์ที่จำกัดความเสี่ยงและเหมาะกับการคาดว่าราคาค่อย ๆ ลง คือ “แบร์พุทสเปรด” (Bear put spread: ซื้อพุทที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า และขายพุทที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุน) เช่น ซื้อพุทเดือนมิถุนายนที่ราคาใช้สิทธิ 4,550 ดอลลาร์ และขายพุทเดือนมิถุนายนที่ 4,500 ดอลลาร์พร้อมกัน เพื่อลดเงินที่ต้องจ่ายตั้งแต่แรก กลยุทธ์นี้จะได้ประโยชน์เมื่อราคาลงต่ำกว่า 4,550 ดอลลาร์ สอดคล้องกับมุมมองพื้นฐานว่าความเสี่ยงเอนลงมากกว่า
อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปะทุฉับพลัน ซึ่งอาจทำให้ทองขึ้นในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe-haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง) จนกลบปัจจัยดอกเบี้ย เพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้ ผู้เทรดอาจซื้อ “คอลออปชัน” (Call option: สิทธิในการซื้อในราคาที่กำหนด ใช้ทำกำไรเมื่อราคาขึ้น) ที่ราคาใช้สิทธิไกลมากและอยู่นอกเงิน (Out-of-the-money: ราคาใช้สิทธิไม่เป็นประโยชน์ในตอนนี้ เช่น คอลที่สูงกว่าราคาตลาดมาก) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนประกันต้นทุนต่ำต่อการกลับตัวขึ้นแรงแบบไม่คาดคิด