การเติบโตของการนำเข้าของอินโดนีเซียชะลอลงเหลือ 1.51% ในเดือนมีนาคม จาก 10.85% ในช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่าความเร็วของการขยายตัวการนำเข้าลดลงอย่างมาก
ตัวเลขนี้เป็นการเปรียบเทียบเดือนมีนาคมกับค่าก่อนหน้า 10.85% โดยไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้านำเข้าหรือสาเหตุ
นัยต่ออุปสงค์ในประเทศและการเติบโต
การดิ่งลงของการนำเข้าเดือนมีนาคมมาอยู่ที่ 1.51% จาก 10.85% บ่งชี้ว่าอุปสงค์ในประเทศ (domestic demand: ความต้องการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ ทั้งจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจ) ชะลออย่างฉับพลัน สะท้อนกิจกรรมของผู้บริโภคและภาคธุรกิจอ่อนแรง ซึ่งอาจกดดันคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 2 เราคาดว่า GDP ไตรมาส 1/2026 ที่ 4.9% อาจเป็นระดับสูงสุดของปี
ตัวเลขนำเข้าที่อ่อนลงอาจช่วยหนุนรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR: สกุลเงินของอินโดนีเซีย) ระยะสั้นได้ เพราะ “บิลนำเข้า” ที่ลดลงทำให้ดุลการค้า (trade balance: ส่วนต่างระหว่างมูลค่าส่งออกและนำเข้า) ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยช่วยพยุง IDR แถว 16,450 ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงหลัง อย่างไรก็ดี เรามองว่าเสถียรภาพนี้เปราะบาง เพราะภาพการเติบโตที่ชะลออาจกระตุ้นเงินทุนไหลออก (capital outflows: เงินลงทุนไหลออกจากประเทศไปยังต่างประเทศ)
สำหรับการลงทุนหุ้น นี่เป็นสัญญาณเตือนต่อดัชนีหุ้นจาการ์ตา (Jakarta Composite Index: ดัชนีหุ้นหลักของอินโดนีเซีย) เราลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มบริโภคเชิงวัฏจักร (consumer-cyclical: หุ้นที่ขึ้นลงตามกำลังซื้อ เช่น ค้าปลีก รถยนต์ ท่องเที่ยว) และหุ้นอุตสาหกรรม ซึ่งอ่อนไหวต่อการชะลอตัวในประเทศมากที่สุด ถือเป็นการปรับมุมมองจากช่วงปลายปี 2025 ที่เรามองบวก เมื่อการนำเข้าขยายตัวแรงจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
ข้อมูลนี้ทำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: ธนาคารกลางของประเทศ) ตัดสินใจยาก เพราะเงินเฟ้อเดือนเมษายนยังสูงเล็กน้อยที่ 3.3% จึงมีแนวโน้มต้อง “คงดอกเบี้ย” (hold interest rates steady: ไม่ปรับขึ้นหรือลง) ในระยะใกล้ แม้เศรษฐกิจเริ่มเย็นลง ส่งผลให้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเพิ่มขึ้น เราจัดพอร์ตเพื่อรับความผันผวนที่สูงขึ้นในตลาดออปชันของ IDR (options market: ตลาดสัญญาซื้อขายสิทธิ โดยผู้ซื้อจ่ายค่าเบี้ยเพื่อมีสิทธิซื้อหรือขายในอนาคต) หลังนักลงทุนต้องตีความสัญญาณที่ขัดกันระหว่างเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อที่ยังเหนียว (sticky inflation: เงินเฟ้อที่ลดลงช้า)