น้ำมันดิบ WTI ฟื้นตัวหลังเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ด้วย “ช่องว่างราคา (gap)” ฝั่งลบ ลงไปแถว 96.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือโซนกลาง 98.00 ดอลลาร์ในช่วงเอเชีย อย่างไรก็ดี ราคายังลดลงมากกว่า 1% ในวันเดียวกัน
สหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มดำเนินการเพื่อช่วยปลดล็อกเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่านเตือนว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจสะดุด (การส่งออก/ขนส่งติดขัด)
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคา
ความคืบหน้าที่จำกัดในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เพิ่มความกังวลต่อความตึงเครียดในภูมิภาค ปัจจัยเหล่านี้ช่วยพยุงราคาน้ำมัน แม้ก่อนหน้านี้ราคาจะปรับลง
กลุ่ม OPEC+ (พันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมัน นำโดยซาอุฯ และรัสเซีย) เห็นชอบเพิ่มกำลังการผลิตเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยเพิ่มอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd: บาร์เรลต่อวัน) ในเดือนมิถุนายน สำหรับ 7 ประเทศสมาชิก ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันถูกกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้การปรับลงยืดเยื้อเป็นวันที่ 3
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมุมมองที่กลับมากังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย (Fed rate hike: ธนาคารกลางสหรัฐปรับ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ขึ้น) หนุนเงินดอลลาร์ ส่งผลให้นักลงทุนยังระมัดระวังที่จะสรุปว่าแรงพักฐานจากจุดสูงสุดเกือบ 2 เดือนเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วได้จบลงแล้ว
ความเสี่ยงตลาดและการวางสถานะการลงทุน
ฝั่งอุปทาน การตัดสินใจล่าสุดของ OPEC+ ที่คงโควตาการผลิต (production quota: เพดาน/กรอบกำลังผลิตของแต่ละประเทศ) ทำให้ตลาดอยู่ในภาวะสมดุลที่เปราะบาง โดยเหตุการณ์ในอดีตสะท้อนว่า OPEC+ สามารถเปลี่ยนนโยบายได้รวดเร็ว หากอุปสงค์อ่อนแรง
สัญญาณอุปสงค์ยังผสมกัน เพิ่มความสับสนให้ผู้เล่นตลาด แม้ข้อมูลจาก EIA (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ) ชี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงเกินคาด 2.1 ล้านบาร์เรล (inventory draw: ปริมาณคงคลังลดลง) แต่อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ 10.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย ภาพดังกล่าวทำให้ราคามีแนวโน้มแกว่งในกรอบ (range-bound: ขึ้นลงในช่วงแคบ)
ทิศทางเงินดอลลาร์ยังไม่ชัดในระยะสั้น หลังเฟด “พัก” การขึ้นดอกเบี้ย (pause: คงดอกเบี้ย) ดังนั้นข้อมูลเงินเฟ้อรอบถัดไปที่บ่งชี้ว่าเฟดอาจกลับมา “คุมเข้มนโยบาย” (tightening: ขึ้นดอกเบี้ย/ทำให้สภาพคล่องตึงตัว) อาจกดดันราคาน้ำมันได้อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางแรงหนุนและแรงกดดันที่สวนทางกัน “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาซื้อขายออปชัน) ของออปชัน WTI ปรับขึ้นเกิน 35% สะท้อนว่าตลาดคาดการแกว่งตัวแรง กลยุทธ์ที่เน้นทำกำไรจากการเคลื่อนไหวมากกว่าทายทิศทาง เช่น long straddle (ซื้อออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกันและวันหมดอายุเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) อาจเหมาะกว่าในช่วงนี้ อีกทางหนึ่ง การซื้อ Put เพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective put: ซื้อสิทธิขายเพื่อลดความเสียหายหากราคาตก) ก็เป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า