
เมื่อก่อน วัดอำนาจกันที่จำนวนขีปนาวุธและจำนวนทหาร
วันนี้ อำนาจถูกวัดมากขึ้นจากท่อส่งพลังงาน ภาษีการค้า (ภาษีนำเข้า/ส่งออกที่รัฐตั้งเพื่อกดดันคู่ค้า) และ ระบบชำระเงิน (โครงข่ายที่ใช้ส่งคำสั่งโอนเงิน/จ่ายเงิน)
การเปลี่ยนแปลงนี้ค่อยเป็นค่อยไป แต่ตอนนี้กลายเป็นฐานของการแข่งขันระดับโลก ใน 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจขนาดใหญ่เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความได้เปรียบทางการค้าให้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง ด้วยการคุม การเข้าถึงการค้า (สิทธิและเงื่อนไขในการซื้อขายข้ามประเทศ) แหล่ง พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานการเงิน รัฐสามารถบังคับให้ฝ่ายอื่นยอมให้ข้อแลกเปลี่ยนและปรับความสัมพันธ์ได้ โดยไม่ต้องยิงแม้แต่นัดเดียว
จากกำลังทหารสู่แรงกดดันทางเศรษฐกิจ
จะเห็นชัดขึ้นถ้าดูว่า ผู้นำประเทศมักหยิบ “เครื่องมือ” อะไรมาใช้ก่อน
- สหรัฐฯ คุมโครงสร้างระบบ โดยคุมการเข้าถึงเงินดอลลาร์สหรัฐและระบบชำระเงิน SWIFT (เครือข่ายส่งข้อความคำสั่งโอนเงินระหว่างธนาคาร) จึงแทบกำหนดได้ว่าใครจะร่วมการค้าโลกได้
- รัสเซีย สร้างการพึ่งพาพลังงานในยุโรปมานาน ใช้การส่งออกก๊าซธรรมชาติเป็น “สายจูง”
- จีน ครองความได้เปรียบเกือบผูกขาดในการแปรรูปแร่หายาก (ขั้นตอนทำแร่ให้กลายเป็นวัตถุดิบใช้ได้) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน และระบบป้องกันประเทศ
- ซาอุดีอาระเบียและ OPEC ใช้ระดับการผลิตน้ำมันไม่ใช่แค่คุมราคา แต่ใช้ส่งสัญญาณ “เป็นมิตร” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อชาติตะวันตก
ตรรกะเหมือนกัน: เปลี่ยนความได้เปรียบทางเศรษฐกิจให้เป็นอำนาจทางการเมือง
คันโยกสำคัญ
1. พลังงานเป็นสายจูง: แนวคิด “การพึ่งพากัน”
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ตะวันตกเชื่อแนวคิดชื่อ เปลี่ยนแปลงผ่านการค้า คือถ้าผูกการค้ากันแน่น สงครามจะ “แพง” เกินกว่าจะเริ่ม เช่น เยอรมนีซื้อก๊าซรัสเซีย และรัสเซียต้องการเงินยูโรจากเยอรมนี ทั้งคู่เหมือนถูก “ล็อก” ให้ต้องอยู่กับสันติภาพ แต่ความจริงกลับสร้างจุดอ่อนที่ไม่สมดุล รัสเซียอยากได้เงิน แต่ยุโรป ต้อง ใช้ความร้อน/พลังงาน พอเกิดความขัดแย้ง รัสเซียใช้การพึ่งพานี้เป็น “สายจูง” ขู่ตัดเชื้อเพลิงเพื่อทำให้ยุโรปตอบโต้ทางการเมืองได้ยาก
ตรรกะเดียวกันเกิดกับ “จุดคอขวด” (จุดทางผ่านแคบๆ ที่ถ้าถูกปิดจะกระทบการขนส่งทั้งระบบ) อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันราว 20% ของการใช้น้ำมันโลกต้องผ่านทางน้ำแคบนี้ที่อิหร่านคุมได้ คล้ายท่อส่งของรัสเซีย ช่องแคบนี้เหมือน “วาล์ว” ทางกายภาพ อิหร่านมักใช้การขู่ปิดช่องแคบเพื่อกันการคว่ำบาตร (มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ) หรือแรงกดดันทางทหารจากตะวันตก วันนี้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์กลับด้าน: โครงสร้างพื้นฐานที่กระจุกตัวและเส้นทางเดินเรือแคบๆ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสะพานสู่สันติภาพ แต่เป็น “จุดบีบ” ที่คู่แข่งใช้กดดันให้ยอมได้
2. ผูกขาดทรัพยากร: เข้าใจ “แร่หายาก”
“แร่หายาก” คือแร่ 17 ชนิดที่อยู่ในอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก ตั้งแต่หน้าจอสมาร์ตโฟน มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบนำวิถีขีปนาวุธ แร่เหล่านี้จริงๆ ไม่ได้หายากในธรรมชาติ แต่แยกและทำให้บริสุทธิ์ยาก และก่อมลพิษสูง ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนทำให้ตัวเองอยู่ในจุดที่ดูแลราว 60% ของการทำเหมืองทั่วโลก และเกือบ 90% ของการแปรรูปวัสดุเหล่านี้ อ่านเรื่อง ดุลการส่งออกเกินของจีน ได้ที่นี่
เพราะจีนคุมโรงงานแปรรูป จึงทำให้การผลิตเทคโนโลยีทั่วโลกชะลอลงได้ เพียงเข้มงวดใบอนุญาตส่งออก (การขออนุญาตรัฐก่อนส่งของออกนอกประเทศ) หรือปรับกฎระเบียบ ไม่ต้องประกาศสงครามการค้าอย่างเป็นทางการ แค่ขู่ให้เกิด สะดุดของอุปทาน (ของขาด/ส่งมอบช้าชั่วคราว) ก็พอทำให้ประเทศอื่นต้องคิดหนักเวลาเกิดข้อพิพาททางการทูต นี่ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองกลายเป็นเครื่องมือต่อรองระดับโลก
3. เทอร์โมสแตตการเงิน: OPEC คืออะไร?
OPEC ทำหน้าที่เหมือน “เทอร์โมสแตต” ของเศรษฐกิจโลก (ตัวปรับให้ร้อน-เย็น เปรียบกับการปรับราคาน้ำมัน) ด้วยการประสานกันว่าจะสูบน้ำมันเท่าไร ประเทศเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกแกว่งได้ ซึ่งกระทบเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าโดยรวมสูงขึ้น) และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกโดยตรง อย่างไรก็ดี อำนาจร่วมนี้กำลังเจอบททดสอบใหญ่ หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจแยกทาง
| หัวข้อ | แบบเดิม (OPEC เป็นหนึ่งเดียว) | ความจริงใหม่ (UAE ออก) |
| สมาชิก | กลุ่ม 13 ประเทศ นำโดยซาอุดีอาระเบีย | UAE ออกอย่างเป็นทางการ 1 พ.ค. 2026 |
| กลยุทธ์ | สมาชิกทำตามโควตาการผลิต (เพดาน/โควตาที่กำหนดให้ผลิตได้) เพื่อพยุงราคาน้ำมันให้สูง | UAE ให้ความสำคัญกับรายได้ของประเทศตนมากกว่าการทำตามกลุ่ม |
| อำนาจต่อรอง | ถ้าร่วมมือกัน สร้าง “ช็อก” ให้ตลาด (ทำให้ราคาเปลี่ยนแรง) เพื่อบีบให้การเมืองโลกยอมได้ | อิทธิพลแตกเป็นส่วนๆ ทำให้ตลาดน้ำมันผันผวนและคาดเดายากขึ้น |
| เป้าหมาย | รักษาเสถียรภาพราคาของกลุ่ม | เพิ่มการผลิตของตนให้มากที่สุด (เป้า 5 ล้านบาร์เรล/วัน) |
การออกของ UAE ซึ่งเป็น เหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติ OPEC 65 ปี บอกถึงการถอยห่างจากการคุมแบบศูนย์กลาง เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ให้ความสำคัญกับการลงทุนของตัวเองมากกว่าพันธมิตรเดิม “เทอร์โมสแตต” ก็ยิ่งควบคุมได้ยากสำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
4. “จุดคอขวด”: ช่องทางชำระเงิน
SWIFT มักถูกเรียกว่า “ระบบประสาทการเงิน” ของโลก มันไม่ใช่ธนาคารและไม่ได้เก็บเงิน แต่เป็นเครือข่ายส่งข้อความที่ให้ธนาคาร 11,000 แห่งใน 200 ประเทศ ส่งคำสั่งชำระเงินข้ามประเทศได้อย่างปลอดภัย (เช่น คำสั่งโอนเงิน) เพราะมันใหญ่และเชื่อมแทบทุกสถาบันการเงินหลัก จึงเป็นโครงสร้างหลักของการค้าโลก

เมื่อประเทศหนึ่งถูกตัดออกจาก SWIFT — อย่างที่เกิดกับธนาคารใหญ่หลายแห่งของรัสเซียในปี 2022 — ประเทศนั้นแทบกลายเป็น “เกาะ” ในเศรษฐกิจโลก บริษัทต่างๆ จะจ่ายเงินนำเข้า หรือรับเงินจากการส่งออกได้ยากมาก
ความเสี่ยงที่จะถูกตัดออก ทำให้ตลาดระบบชำระเงินโลก “แตกออกเป็นหลายส่วน” (fragmentation: ระบบย่อยหลายชุดที่ไม่เชื่อมกันหมด) โดยมีการพัฒนา “รูปแบบเงินแบบใหม่” เพื่อให้ประเทศต่างๆ มีแผนสำรอง
แม้ทางเลือกใหม่จะโตขึ้น แต่ระบบ SWIFT ที่ยึดเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลางยังเป็นแกนหลัก ดังนั้น ความสามารถในการ “ให้” หรือ “ไม่ให้” เข้าถึงเครือข่ายนี้ ยังเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองที่สำคัญมากในปัจจุบัน
แกนอำนาจกำลังเปลี่ยน
แผนที่โลกกำลังเปลี่ยนรูป
แก่นหลักคือ การพึ่งพา ยิ่งคุณต้องการของบางอย่างมาก และยิ่งมีทางเลือกน้อย คนขายยิ่งมีอำนาจต่อรอง
ผลลัพธ์ไม่ใช่ “โลกาภิวัตน์ถอยหลัง” แต่เป็น “การจัดโครงสร้างใหม่เชิงยุทธศาสตร์” (ปรับระบบการค้า/ห่วงโซ่อุปทานเพื่อความปลอดภัย)
ประเทศต่างๆ ไม่ได้สร้างห่วงโซ่อุปทาน (เส้นทางจัดหาวัตถุดิบ-ผลิต-ขนส่ง) จากต้นทุนต่ำสุดอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น:
- ยุโรปกระจายแหล่งพลังงาน
- สหรัฐฯ และออสเตรเลียเร่งสร้างโรงงานแปรรูปแร่ในประเทศ
- จีนพยายามทำให้เงินหยวนถูกใช้ในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อเลี่ยงการพึ่งดอลลาร์
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือ “ค่าเบี้ยประกัน” กันการถูกบีบทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลายประเทศได้รับผลมากขึ้นในสภาพ พลวัตการค้าช่วงยุคทรัมป์ (การเปลี่ยนกติกา/ภาษีที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น)
ความหมายต่ออนาคต
ตลาดเก่งในการตั้งราคาความเสี่ยงที่รู้กันอยู่แล้ว แต่แย่กับการตั้งราคา “การพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์” (การต้องพึ่งแหล่งเดียว/เส้นทางเดียวที่ถูกใช้กดดันได้) ความสัมพันธ์ทางการค้าดูปกติ จนถึงวันที่ถูกใช้เป็นอาวุธ
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจกับภูมิรัฐศาสตร์ (การแข่งขันอำนาจระหว่างประเทศ) แทบหายไปแล้ว ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันหรือแร่ที่ใช้ทำชิป ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่มันคือจุดอ่อน
แตะที่นี่เพื่ออ่านสรุปบทความ
“การพึ่งพากันที่ถูกทำให้เป็นอาวุธ” (weaponised interdependence) คืออะไร?
คือยุทธวิธีที่รัฐใช้การควบคุมเครือข่ายสำคัญระดับโลก (เช่น ระบบชำระเงินหรือท่อส่งพลังงาน) เพื่อกดดันประเทศอื่น เพราะประเทศสมัยใหม่ต้อง “ผูกติด” กับเครือข่ายเหล่านี้เพื่อให้เศรษฐกิจทำงาน ฝ่ายที่คุม “ก๊อก” จึงใช้อำนาจทางการเมืองได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร
ทำไม “แร่หายาก” ถึงเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์?
แม้ตัวแร่จะพบได้ทั่วไป แต่จีนคุมเกือบ 90% ของขั้นตอนแปรรูป เพราะแร่เหล่านี้จำเป็นต่อสินค้าเทคโนโลยี (รถ EV สมาร์ตโฟน ขีปนาวุธ) การผูกขาดนี้ทำให้ประเทศเดียวปั่นป่วนห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกได้ แค่เปลี่ยนกฎระเบียบหรือจำกัดการส่งออก
UAE ออกจาก OPEC หมายความว่าอย่างไรต่อราคาน้ำมัน?
การออกของ UAE วันที่ 1 พ.ค. 2026 สะท้อนว่าอิทธิพลการคุมราคาจากศูนย์กลางกำลังอ่อนลง เมื่อออกจากกลุ่มเพื่อเพิ่มการผลิตของตัวเอง (เป้า 5 ล้านบาร์เรล/วัน) UAE เลือกรายได้ของประเทศมากกว่าความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่ม มีแนวโน้มทำให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและแข่งขันมากขึ้น
โลกกำลัง “เลิกโลกาภิวัตน์” จริงไหม?
ไม่ใช่ แต่กำลัง “จัดระบบใหม่” การค้ากำลังขยับจากโมเดลต้นทุนต่ำสุด ไปสู่โมเดล “ความปลอดภัยมาก่อน” ประเทศต่างๆ ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อมีห่วงโซ่อุปทานสำรองและอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นเหมือนเบี้ยประกันกันการถูกคู่แข่งบีบ
การถูกตัดออกจาก SWIFT กระทบประเทศอย่างไร?
มันทำงานเหมือน “สวิตช์ตัดระบบการเงิน” (ทำให้ระบบชำระเงินข้ามประเทศแทบใช้ไม่ได้) ธนาคารที่ถูกตัดจะส่งคำสั่งชำระเงินข้ามพรมแดนแบบปลอดภัยไม่ได้ ทำให้แทบจ่ายเงินนำเข้า หรือรับเงินจากการส่งออกไม่ได้ เท่ากับถูกผลักออกจากระบบการเงินโลก
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets