ข้อมูล CFTC ของญี่ปุ่นระบุว่า “สถานะสุทธิของกลุ่มผู้เล่นที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์” (non-commercial net positions: กลุ่มนักเก็งกำไร เช่น กองทุน ไม่ได้ทำธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากธุรกิจจริง) ในเงินเยนญี่ปุ่น ลดลงมาอยู่ที่ ¥-102.1K เทียบกับระดับก่อนหน้าที่ ¥-94.5K
สะท้อนว่าสถานะ “ขายสุทธิ” (net short: ถือฝั่งคาดว่าเงินเยนจะอ่อนค่า) มากขึ้นกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ ¥-7.6K จากครั้งก่อน
สถานะขายสุทธิในเงินเยน “ลึกลง” อย่างมีนัยสำคัญ แตะ -102.1K สัญญา สะท้อนว่านักเก็งกำไรเพิ่มน้ำหนักเดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าต่อ นี่เป็นมุมมองเชิงลบต่อเยนมากที่สุดในรอบหลายเดือน และย้ำแนวโน้มอ่อนค่าที่ดำเนินอยู่
แรงหนุนหลักมาจากช่องว่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างระหว่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กับธนาคารกลางอื่น โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2026 ชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐ (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มจริง) ยังทรงตัวราว 2.9% ทำให้โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้มีน้อย ความต่างด้านพื้นฐานนี้ยังหนุน “แคร์รีเทรด” (carry trade: กู้เงินสกุลดอกเบี้ยต่ำ เช่น เยน ไปลงทุนสกุลดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น ดอลลาร์ เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย) โดยนักลงทุนยืมเยนไปถือสินทรัพย์สกุลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างดอลลาร์
สำหรับผู้ที่เดินตามกระแส ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนการเพิ่มสถานะขายเยนผ่าน “ฟิวเจอร์ส” (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาและวันส่งมอบในอนาคต) หรือซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อในอนาคต ใช้ได้เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) บนคู่ USD/JPY ทิศทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือ USD/JPY ปรับขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทดสอบเหนือระดับ 165 โมเมนตัมตลาดชี้ไปทางเยนที่อ่อนค่าต่อในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ดี การที่ฝั่งตลาดเอนเอียงไปทางเดียวมาก (crowded trade: คนถือสถานะไปทางเดียวจำนวนมาก) เพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับทิศแรง คล้ายความผันผวนช่วงปลายปี 2025 หากมี “การแทรกแซงค่าเงิน” จากทางการญี่ปุ่นโดยไม่คาดคิด หรือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนลงกะทันหัน อาจทำให้เกิด “ชอร์ตสควีซ” (short squeeze: ราคาวิ่งสวนจนคนที่ขายไว้ต้องรีบซื้อคืน ทำให้ราคาพุ่งแรง) ระดับมุมมองเชิงลบที่รุนแรงเองก็เป็นสัญญาณเตือนแบบสวนทาง (contrarian: เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อแบบเดียวกัน ตลาดอาจกลับทิศได้)
ดังนั้น แนวทางที่ระมัดระวังคือทำ “เฮดจ์” (hedge: ทำประกันความเสี่ยงเพื่อลดการขาดทุนหากตลาดสวนทาง) ต่อสถานะขายเหล่านี้ โดยพิจารณาซื้อ “พุทออปชัน” (put options: สิทธิในการขายในอนาคต ใช้ได้เมื่อคาดว่าราคาจะลง) ของ USD/JPY ที่ราคาใช้สิทธิ “นอกเงิน” (out-of-the-money: ราคาใช้สิทธิไกลจากราคาตลาด โอกาสถูกใช้สิทธิต่ำ แต่เบี้ยถูกกว่า) เพื่อเป็นประกัน ช่วยรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนนโยบายกะทันหันจากโตเกียว ซึ่งความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นหลังมีการยืนยันการแทรกแซงในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2024