ข้อมูลจาก CFTC ของสหรัฐฯ ระบุว่า “สถานะสุทธิ” (net positions: จำนวนสัญญาฝั่งซื้อหักลบฝั่งขาย) ในทองคำของนักลงทุน “นอกภาคพาณิชย์” (non-commercial: ผู้เก็งกำไร เช่น กองทุน ไม่ใช่ผู้ใช้ทองคำจริง) ลดลงจาก 164,000 มาอยู่ที่ 159,600 สัญญา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่าลดลง 4,400 สัญญาจากครั้งก่อน
ความเปลี่ยนแปลงของการวางสถานะเก็งกำไร
นักเก็งกำไรรายใหญ่ลดเดิมพันฝั่งบวกต่อทองคำเล็กน้อย โดยสถานะ “ซื้อสุทธิ” (net long: ถือสัญญาซื้อมากกว่าสัญญาขาย) ลดลงมาอยู่ที่ราว 159.6K สัญญา สะท้อนการขายทำกำไรบางส่วนหรือเพิ่มความระมัดระวังหลังช่วงเข้าซื้อหนัก แม้ยังไม่ใช่สัญญาณกลับทิศชัดเจน แต่บอกได้ว่าความมั่นใจเริ่มอ่อนลงเมื่อราคาอยู่ในระดับสูง
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยรายงานการจ้างงานเดือนเมษายน 2026 ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด เพิ่มขึ้น 285,000 ตำแหน่ง เทียบกับคาดการณ์ 190,000 ตำแหน่ง เมื่อรวมกับท่าที “ตึงตัว” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อ มีแนวโน้มคง/ขึ้นดอกเบี้ย) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ตลาดเลื่อนความหวังการลดดอกเบี้ยช่วงฤดูร้อนออกไป นอกจากนี้เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY: ตัวชี้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนบริเวณ 106.50 ยังเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ
สำหรับผู้ซื้อขาย “อนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่อ้างอิงราคา เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) ภาพนี้ชี้ว่าช่วงสัปดาห์ข้างหน้าอาจต้องเน้นป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น การที่ทองคำไม่สามารถยืนเหนือ 2,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคงในเดือนก่อน ทำให้การเคลื่อนไหวปัจจุบันดูเหมือนเป็น “ยอดระยะสั้น” คล้ายปลายปี 2025 ที่ข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแรงทำให้ราคาย่อลงแรงชั่วคราวก่อนกลับไปเป็นขาขึ้น
ดังนั้นการซื้อ “พุทออปชัน” (put option: สิทธิในการขายที่ราคาที่กำหนด ใช้คุ้มครองเมื่อราคาลง) เพื่อป้องกันสถานะซื้อเดิมจึงเหมาะสม ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงหากทองคำลงไปทดสอบแนวรับที่ต่ำกว่า เช่น แถว 2,300 ดอลลาร์ โดยไม่ต้องปิดสถานะทั้งหมด อีกทางเลือกคือ “สเปรดพุทฝั่งลบ” (bear put spread: ซื้อพุทแล้วขายพุทอีกอันที่ราคาใช้สิทธิ์ต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุนและกำหนดความเสี่ยง) เพื่อทำให้การป้องกันความเสี่ยงมีค่าใช้จ่ายถูกลง แต่แลกกับกำไรสูงสุดที่จำกัดในกรณีราคาปรับลงปานกลาง