ข้อมูล ISM ระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิต (ตัวชี้วัดกิจกรรมการผลิต; สูงกว่า 50 = ขยายตัว ต่ำกว่า 50 = หดตัว) ทรงตัวที่ 52.7 ในเดือนเมษายน ต่ำกว่าคาดที่ 53.0 ขณะที่ดัชนีราคาที่จ่าย (Prices Paid Index: ต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตที่ผู้ผลิตต้องจ่าย) ปรับขึ้นเป็น 84.6 จาก 78.3
ดัชนีการจ้างงาน (Employment Index: แนวโน้มการจ้างงานในภาคการผลิต) ลดลงมาอยู่ที่ 46.4 จาก 48.7 ส่วนดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders Index: คำสั่งซื้อที่เข้ามาใหม่ สะท้อนอุปสงค์ล่วงหน้า) เพิ่มขึ้นเป็น 54.1 จาก 53.5
วันพุธที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) หลุดระดับ 98.00 และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 2 สัปดาห์
เมื่อย้อนกลับไปช่วงเวลาเดียวกันในปี 2025 รายงานภาคการผลิตออกมา “ปนกัน” จนทำให้ตลาดสับสน คำสั่งซื้อใหม่ที่แข็งแกร่งชี้ว่ามีโอกาสโตในอนาคต แต่ต้นทุนที่พุ่งขึ้นและการจ้างงานที่อ่อนลงสะท้อนความเสี่ยง ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง เพราะนักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักสัญญาณที่ขัดแย้งกัน
ดัชนีการจ้างงานที่อ่อนลงในปีที่แล้วที่ 46.4 เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงการชะลอที่กำลังเกิดขึ้น ล่าสุด PMI ภาคการผลิตเดือนเมษายน 2026 ยืนยันแนวโน้มนี้ โดยลดลงเข้าสู่โซนหดตัวที่ 49.2 สะท้อนว่าความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นในปี 2025 กลายเป็นจริง
ดัชนีราคาที่จ่ายที่สูงในปี 2025 สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงยาก ปัจจุบัน เงินเฟ้อ Core PCE (ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล “พื้นฐาน” ที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน ซึ่งเฟดใช้ติดตามเงินเฟ้อ) ล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 ยังอยู่สูงที่ 2.8% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีพื้นที่จำกัดในการลดดอกเบี้ย แรงกดดันด้านราคายังเป็นประเด็นหลักของตลาด
เช่นเดียวกับปีก่อน ที่ DXY หลุดระดับสำคัญ ปัจจุบันระดับใกล้ 105.6 ยังเปราะบางและไวต่อข้อมูลใหม่ ความขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้ตลาดมีโอกาสผันผวนมากขึ้น นักเทรดอาจพิจารณาซื้อออปชัน (สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) บน ETF ค่าเงินอย่าง UUP (กองทุนซื้อขายในตลาดที่ติดตามค่าเงินดอลลาร์) เพื่อรับมือการแกว่งแรงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า