สมาชิกสภากำหนดนโยบาย (Governing Council) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กาเบรียล มัคคลูฟ ระบุว่า การที่ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติเมื่อใด ทำให้กังวลว่าราคาพลังงานอาจทรงตัวสูงไปอีกนาน ตามรายงานของรอยเตอร์ส เขากล่าวว่า ควรติดตาม “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (inflation expectations: สิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ระดับใดในอนาคต) อย่างใกล้ชิด เพื่อดูสัญญาณว่าจะ “หลุดกรอบ” (unanchored: ไม่ยึดกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางตั้งไว้) หรือไม่
มัคคลูฟชี้ว่า จะเฝ้าดูผลกระทบทางอ้อม เช่น แรงกดดันต้นทุนที่ผลักราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น (cost-push pressures/cost-push inflation: เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่มขึ้น) ในภาคการผลิต ขนส่ง และบริการ พร้อมเสริมว่า ผลกระทบรอบสองผ่านค่าแรง (second-round effects: เมื่อราคาสูงขึ้นแล้วทำให้เกิดการขึ้นค่าแรง และค่าแรงที่สูงขึ้นไปดันราคาต่ออีกทอด) อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นชัด เพราะการปรับค่าแรงมักเกิดเป็นรอบ ๆ ตามช่วงการเจรจา
Market Reaction And Euro Outlook
ในตลาดการเงิน EUR/USD ทรงตัวในช่วงการซื้อขายสหรัฐ และเคลื่อนไหวเหนือ 1.1750 ในแดนบวก
ความกังวลตั้งแต่ปลายปี 2025 ว่าราคาพลังงานอาจ “สูงนาน” (higher-for-longer: อยู่ระดับสูงนานกว่าที่คาด) สะท้อนออกมาแล้ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานอ้างอิงน้ำมันดิบในตลาดโลก) เหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสแรกของปีนี้ และแม้ล่าสุดทรงตัวแถว 98 ดอลลาร์ ราคาที่สูงยังส่งผ่านไปยังตัวเลขเงินเฟ้อโดยตรง
ดังนั้น ตลาดต้องจับตาความคาดหวังเงินเฟ้อว่าเริ่ม “หลุดจากเป้าหมาย 2%” หรือไม่ โดยประมาณการเงินเฟ้อเบื้องต้น (flash estimate: ตัวเลขประมาณการเร็วที่ประกาศก่อนตัวเลขทางการ) ของดัชนี HICP ยูโรโซน (HICP: ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบมาตรฐานของยุโรป) เดือนเมษายน 2026 ชี้เงินเฟ้อยังอยู่ที่ 3.1% สวนทางแนวโน้มลดลงของปีก่อน ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองใหม่ต่อการลดดอกเบี้ยของ ECB (re-price expectations: ตลาดปรับการคาดการณ์และราคาในสินทรัพย์) โดยเลื่อนกรอบเวลาการลดดอกเบี้ยออกไป
ตลาดยังจับตาผลทางอ้อม โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากต้นทุนในภาคการผลิตและขนส่ง สำหรับนักลงทุนที่ซื้อขาย “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาที่ราคาอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอกเบี้ยหรือค่าเงิน) อาจตีความได้ว่า การประเมินราคาใน “ออปชัน” (options: สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนด) ที่คาดว่า ECB จะลดดอกเบี้ยก่อนไตรมาส 4/2026 อาจแพงเกินจริง ขณะที่การใช้ “สว็อปอัตราดอกเบี้ย” (interest rate swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสดอกเบี้ย เพื่อบริหารความเสี่ยงดอกเบี้ย) เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณี ECB คงท่าทีเข้มงวด (hawkish: ให้ความสำคัญกับการสกัดเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) ในเดือนมิถุนายน อาจเหมาะสม
Wages Inflation And Policy Implications
ผลกระทบรอบสองผ่านค่าแรงเริ่มปรากฏ โดยตัวเลขการเติบโตของค่าแรงที่เจรจาตกลงในยูโรโซน (negotiated wage growth: ค่าแรงตามข้อตกลงเจรจาระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง) ไตรมาส 1/2026 ออกมาสูงที่ 4.7% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาในประเทศที่เพิ่มขึ้น และสนับสนุนมุมมองว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอาจ “เหนียว” (sticky: ลดลงช้า) ต่ออีกหลายไตรมาส
ภาวะดังกล่าวช่วยอธิบายว่า EUR/USD ยังยืนได้ โดยล่าสุดซื้อขายเหนือ 1.1800 ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ความแตกต่างด้านนโยบาย—ECB ระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่เฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) ยังส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย—เป็นปัจจัยหนุนยูโร นักลงทุนอาจพิจารณาใช้ออปชันแบบคอล (call options: สิทธิในการซื้อเพื่อเก็งกำไรราคาขึ้น) ใน EUR/USD เพื่อรับโอกาสขาขึ้น โดยมองเป้าหมายที่ 1.2000 ซึ่งเคยเห็นครั้งล่าสุดในปี 2024