ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐ (ISM Manufacturing PMI) เดือนเมษายน มีกำหนดประกาศเวลา 14:00 GMT โดยคาดการณ์อยู่ที่ 53.0 เพิ่มจาก 52.7 ในเดือนมีนาคม
ตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาดอาจทำให้ตลาดคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแอจะลดความคาดหวังดังกล่าว ความเห็นล่าสุดจากประธานเฟด เจอโรม พาวเวล ส่งสัญญาณว่าเฟดให้ความสำคัญกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
องค์ประกอบสำคัญของ ISM ที่ต้องจับตา
ตลาดจะติดตามดัชนีย่อยการจ้างงาน (Employment Index), ดัชนีราคาที่จ่าย (Prices Paid) และคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) โดย Prices Paid ถูกคาดไว้ที่ 80.0 เพิ่มจาก 78.3 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าต้นทุนวัตถุดิบ/สินค้าและบริการที่ผู้ผลิต “ต้องจ่าย” สูงขึ้นหรือลดลง และมีความเชื่อมโยงกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นหลังช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ปิดเป็นเวลานาน
ดัชนีการจ้างงานของ ISM คาดที่ 49.0 เพิ่มจาก 48.7 (ค่าต่ำกว่า 50 มักสะท้อนว่าการจ้างงานในภาคการผลิตหดตัว) คู่เงิน EUR/USD ขยับขึ้น 0.17% ใกล้ 1.1750 และอยู่ใกล้ระดับฟีโบนัชชี 50% (Fibonacci level: ระดับแนวรับ/แนวต้านที่คำนวณจากสัดส่วนทางคณิตศาสตร์เพื่อประเมินจุดย่อตัว/เด้งกลับของราคา) ที่ 1.1745 สำหรับช่วงเคลื่อนไหว 1.1408 ถึง 1.2082
คู่เงินอยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 20 วัน (20-day EMA: ค่าเฉลี่ยราคาแบบให้น้ำหนักกับข้อมูลล่าสุดมากกว่า) แถว 1.1703 ขณะที่ RSI อยู่ราว 56 (RSI: ดัชนีโมเมนตัมที่ใช้ดูแรงซื้อ/แรงขาย โดยค่ามากขึ้นหมายถึงแรงซื้อเด่น) แนวต้านอยู่ที่ 1.1825, 1.1938 และ 1.2082 ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.1703, 1.1666, 1.1567 และ 1.1408
ISM PMI เป็นดัชนีรายเดือนจากการสำรวจ สะท้อนกิจกรรมโรงงานในสหรัฐ ค่าเหนือ 50 หมายถึง “ขยายตัว” และต่ำกว่า 50 หมายถึง “หดตัว”
ผลต่อการดำเนินนโยบายและตลาด
รายงานภาคการผลิตที่กำลังจะออกมามีแนวโน้มยืนยันว่า “เงินเฟ้อ” ยังเป็นความท้าทายหลัก ค่า Prices Paid ที่สูง ซึ่งถูกผลักดันจากต้นทุนพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง สะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนยังไม่คลี่คลาย และหนุนท่าที “เข้มงวด” ของเฟด (hawkish: มุ่งคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/นโยบายการเงินตึงตัว)
สำหรับตลาดสัญญาอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับอัตราดอกเบี้ย เช่น สัญญาล่วงหน้า/สวอป) ธีม “ดอกเบี้ยสูงนาน” (higher for longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน) ยังเด่นชัด สัญญาล่วงหน้าเฟดฟันด์ (Fed Funds futures: สัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในอนาคต) บ่งชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมต่ำกว่า 20% เฟดมีแนวโน้มระมัดระวังและคงนโยบายการเงินตึงตัว
ในตลาดออปชันค่าเงิน (currency options: สัญญาให้สิทธิซื้อ/ขายสกุลเงินในราคาที่กำหนด) ความไม่แน่นอนของ EUR/USD เพิ่มขึ้น ทำให้ “ความผันผวน” เป็นตัวแปรสำคัญ โดยความผันผวนโดยนัย 1 เดือน (one-month implied volatility: ค่าความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ซึ่งตีความเป็นความผันผวนที่ตลาดคาด) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 9.8% นักลงทุนอาจใช้กลยุทธ์สตรัดเดิล (straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อได้ประโยชน์หากราคา “หลุดกรอบ” ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง)
การกล่าวถึงราคาพลังงานโดยตรงทำให้อนุพันธ์น้ำมันเป็นจุดโฟกัสที่ชัดเจน โดยอนุพันธ์น้ำมัน (oil derivatives: เครื่องมือที่อ้างอิงราคาน้ำมัน เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซคล้ายแรงกระแทกด้านอุปทาน (supply shock: สินค้าขาดแคลน/ส่งมอบสะดุดจนราคาพุ่ง) ที่เคยเกิดในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ WTI (น้ำมันดิบสหรัฐเกรด West Texas Intermediate) พุ่งเกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การซื้อออปชันคอล (call option: สิทธิ “ซื้อ” เพื่อเก็งว่าราคาจะขึ้น) บนฟิวเจอร์ส WTI หรือเบรนท์ (Brent: น้ำมันดิบอ้างอิงหลักของยุโรป/ตลาดโลก) เป็นทางเลือกเพื่อเก็งขาขึ้นโดยจำกัดความเสี่ยงไว้เท่าค่าเบี้ยประกัน (premium: ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน)
สภาพแวดล้อมนี้อาจกดดันตลาดหุ้น และทำให้การป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต (portfolio protection/hedge: การทำธุรกรรมเพื่อลดผลขาดทุนเมื่อราคาตลาดเป็นลบ) มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ดัชนี VIX (ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดสำหรับ S&P 500) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 21 จากระดับต่ำ 14 เมื่อต้นปี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น อาจพิจารณาซื้อออปชันพุท (put option: สิทธิ “ขาย” เพื่อเก็งว่าราคาจะลง/ใช้ป้องกันความเสี่ยง) บน S&P 500 หรือซื้อ VIX คอล เพื่อกันความเสี่ยงหากตลาดปรับลง