EUR/JPY ปรับตัวลงเป็นวันที่สอง และซื้อขายใกล้ 183.00 ในช่วงเช้าวันศุกร์ตามเวลายุโรป กราฟรายวันสะท้อนมุมมองระยะสั้นเป็นลบ โดยราคายังอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (Exponential Moving Average: EMA คือ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถ่วงน้ำหนัก” ที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) ทั้ง EMA 9 งวด และ EMA 50 งวด
คู่เงินย่อตัวลงจากจุดสูงล่าสุด และดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ 14 วัน (Relative Strength Index: RSI เป็น “ตัวชี้วัดโมเมนตัม” ใช้วัดแรงซื้อ-แรงขาย) อยู่ที่ 40.9 สะท้อนแรงกดดันฝั่งขาลง แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold คือ “ราคาถูกขายหนักจนเริ่มมีโอกาสเด้งกลับ”)
Key Support And Resistance Levels
แนวรับอยู่ใกล้ 181.87 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 สัปดาห์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ระดับถัดไปคือ 180.81 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดใกล้ 5 เดือนจากวันที่ 12 กุมภาพันธ์
แนวต้านอยู่ที่ EMA 50 วัน บริเวณ 184.97 จากนั้นเป็น EMA 9 วัน ที่ 185.59 หากราคาปรับขึ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสอง อาจทำให้ภาพระยะสั้นกลับมาเป็นบวก และเปิดทางทดสอบ 187.95 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาลเมื่อวันที่ 17 เมษายน
มีการใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยเขียนส่วนการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis คือ “การวิเคราะห์จากกราฟราคาและสัญญาณทางสถิติ”)
จากมุมมองระยะสั้นที่เป็นลบสำหรับ EUR/JPY คู่เงินยังซื้อขายต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ สะท้อนความอ่อนแรง เมื่อ RSI อยู่ที่ 40.9 ยังมีพื้นที่ให้ปรับลงต่อได้ก่อนเข้าภาวะขายมากเกินไป จึงอาจพิจารณากลยุทธ์ฝั่งขาลงในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า
Risk Management And Alternate Scenarios
สำหรับผู้เทรดที่ใช้ “ออปชัน” (Options คือ “สัญญาที่ให้สิทธิ ไม่ใช่ข้อบังคับ ในการซื้อหรือขายที่ราคาที่กำหนด”) การซื้อพุตออปชัน (Put option คือ “สิทธิในการขาย”) ที่ราคาใช้สิทธิ (Strike price คือ “ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา”) ใกล้ระดับต่ำสุด 10 สัปดาห์ที่ 181.87 อาจเป็นวิธีเล่นราคาร่วงที่เหมาะสม กลยุทธ์นี้กำหนดความเสี่ยงชัดเจน และยังมีโอกาสทำกำไรหากคู่เงินอ่อนค่าต่อไปสู่ระดับต่ำใกล้ 5 เดือนที่ 180.81 โดยค่าเบี้ยประกัน (Premium คือ “เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน”) จะเป็นขาดทุนสูงสุดของดีลนี้
มุมมองทางเทคนิคนี้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental factors คือ “ข้อมูลเศรษฐกิจและนโยบายที่กระทบค่าเงิน”) หลังข้อมูลล่าสุดจาก Destatis ระบุว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีลดลง 0.5% ในเดือนมีนาคม ต่ำกว่าที่ตลาดคาด เพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจยูโรโซน ขณะเดียวกัน ความเห็นจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าอาจหันมาใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น (Hawkish คือ “เน้นคุมเงินเฟ้อ/มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย”) โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation คือ “เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวน เช่น อาหารสดและพลังงาน”) ของโตเกียวในเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.3% สูงกว่าคาดเล็กน้อย ความต่างของทิศทางนโยบาย (Policy divergence คือ “นโยบายการเงินคนละทาง”) เพิ่มแรงกดดันต่อ EUR/JPY
อย่างไรก็ดีควรติดตามแนวต้านสำคัญอย่างใกล้ชิด หากราคาปรับขึ้นเหนือ EMA 50 วัน ที่ 184.97 จะเป็นสัญญาณแรกว่าโมเมนตัมขาลงเริ่มอ่อนลง ผู้เทรดสามารถตั้งคำสั่งตัดขาดทุน (Stop-loss คือ “คำสั่งปิดสถานะเมื่อราคาวิ่งสวนทางถึงระดับที่กำหนด”) ไว้เหนือระดับนี้เพื่อคุมความเสี่ยงของสถานะขาย
หากคู่เงินกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว อาจพิจารณาซื้อคอลออปชัน (Call option คือ “สิทธิในการซื้อ”) ที่ราคาใช้สิทธิราว 186.00 เพื่อหวังทดสอบยอดเดือนเมษายนใกล้ 187.95 ซึ่งจะเป็นการกลับตัวของแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้สมมติฐานฝั่งขาลงระยะสั้นใช้ไม่ได้ พร้อมส่งสัญญาณว่าฝั่งซื้อกลับมาคุมตลาด