EUR/USD ปรับขึ้น หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากกระแสคาดการณ์ว่า “ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา” เพื่อพยุงค่าเงินเยน (การเข้าแทรกแซง คือ รัฐ/ธนาคารกลางเข้าซื้อหรือขายเงินสกุลต่างประเทศเพื่อดันทิศทางค่าเงิน) โดย EUR/USD เคลื่อนไหวแถว 1.1726 เพิ่มขึ้นราว 0.42% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อยู่ราว 98.16 ลดลงราว 0.80%
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้ง 3 ระดับไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังดันราคาพลังงานขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและกดดันการเติบโตเศรษฐกิจ โดย ECB ยังคงตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% ในช่วงระยะกลาง (medium term คือ ช่วง 1–3 ปีโดยประมาณ)
แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมา
ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเงินเฟ้อ HICP เดือนเมษายนอยู่ที่ 3% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มจาก 2.6% ในเดือนมีนาคม และสูงสุดตั้งแต่กันยายน 2023 โดยราคาพลังงานเป็นปัจจัยหลัก (HICP คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้เปรียบเทียบกันได้ในสหภาพยุโรป)
ในกราฟรายวัน EUR/USD ยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA คือ ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มหลัก) ที่ 1.1676 และซื้อขายต่ำกว่าระดับฟีโบนัชชี 50% ที่ 1.1747 (Fibonacci level คือ ระดับแนวรับ/แนวต้านจากสัดส่วนคณิตศาสตร์ที่นักเทรดนิยมใช้) ดัชนี RSI (14) อยู่ที่ 54.4 (RSI คือ ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย; สูงขึ้นหมายถึงแรงซื้อเพิ่ม) ขณะที่ MACD ติดลบเล็กน้อย (MACD คือ ตัวชี้วัดโมเมนตัม/ทิศทางแนวโน้มจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) และ ADX ใกล้ 22.2 (ADX คือ ตัวชี้วัดความ “แข็งแรงของแนวโน้ม”; ค่าราว 20 หมายถึงแนวโน้มยังไม่แรงมาก)
แนวต้านอยู่ที่ 1.1747 จากนั้น 1.1826 และ 1.1924 แนวรับอยู่ที่ 1.1676 และ 1.1667 จากนั้น 1.1555 และ 1.1411
รายงานฉบับนี้มีการแก้ไขเมื่อ 30 เมษายน เวลา 18:33 GMT เพื่อระบุว่า การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ไม่ใช่วันอังคาร